Powered By Blogger

Wednesday, August 25, 2010

10.แนวคิดมหาวิทยาลัยชีวิต

บทที่ 10 แนวคิดมหาวิทยาลัยชีวิต


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



หลังจากฟังคำทำนายของหมอดูจนจบ ประเสริฐถึงกับคิดหนัก

คิดกลับไปกลับมาจนถึงกับปวดหัว

นั่นเอง...จึงทำให้เขาตัดสินใจกลับกรุงเทพอีกครั้ง ไม่ใช่เพื่อเข้าสู่พิธีวิวาห์ แต่เข้ากรุงเทพเพื่อศึกษาต่อให้จบ

ในเวลานั้นประเสริฐติดอยู่อีก 4 วิชา คิดเป็น 12 หน่วยกิต





ชุดรับปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยรามคำแหง



คุณอาจจะตกใจ เมื่อทราบว่าคุณประเสริฐใช้เวลาศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงตั้งแต่ปี พ.ศ.2518-2532 รวมทั้งสิ้น 13 ปี ขณะนั้นคุณประเสริฐมีอายุ 33 ปี

แต่อย่าตกใจไปเลย...

เพราะว่าใน “มหาวิทยาลัยชีวิต” คุณประเสริฐเรียนจบมานานแล้ว แถมยังกับได้ “ดุษฎีบัณฑิต” อีกต่างหาก เขาเจนจบมหาวิทยาลัยชีวิตอย่างโชกโชน เทียบเท่าประสบการณ์ของเขาสอนเราว่า “ไม่มีใครแก่เกินเรียน”...

ประเสริฐมีความชำนาญพิเศษในเรื่องการปรับตัว และการเข้าสังคม ซึ่งเป็น “ผลพลอยได้” จากการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย

รวมไปถึงการทำมาค้าขายก็ได้มาจากการทำร้านไอศครีม

สำหรับคนอื่น ตอนเรียนอาจคิดว่าเรียนอย่างเดียวก็หนักหนาสาหัสพอแล้ว ขืนทำกิจกรรมด้วย คงไม่มีเวลาเรียนหนังสือ...

“แต่ผมทำกิจกรรมไปด้วย เรียนไปด้วยก็เรียนไปถึง 13 ปี เพราะเรื่องการเมือง และบางทีก็ขี้เกียจ ตอนทำกิจกรรมก็ต้องคิดเรื่องหาเงิน เพราะเป็นเหรัญญิก พรรคพวกเพื่อนฝูงต้องใช้เงิน เราก็ต้องหาวิธีหาเงิน ตั้งโปรแกรมการหาเงินไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ดังนั้นพอเลิกกิจกรรม ผมก็เลยต้องคิดต่อทันทีเลยว่า...จบไปแล้วก็จะทำมาหากินอะไร และอย่างไร





ภาพวงศาคณาญาติส่วนหนึ่งของประเสริฐ เพชรมุณี



เมื่อผู้สัมภาษณ์ยิงคำถามเรื่องครอบครัว และพี่น้องของเขา ว่าเขาคือคนที่มีชีวิตโชกโชนที่สุดใช่หรือไม่

เขาตอบทันทีว่า...

“ใช่...ผมแกร่งที่สุด คนอื่นเขาเรียนจบปุ๊บ ก็เข้าทำงาน ทำงานปั๊บก็แต่งงาน สร้างฐานะและครอบครัว มีลูกมีหลานอะไรก็ว่ากันไปตามเรื่อง”

ประเสริฐ เป็นคนชอบเรียนรู้ และรักการท้าทายมากเป็นพิเศษ ดังนั้นการเรียนช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายของเขาจึงเป็นช่วงของการเรียนรู้ และการศึกษาด้วยตนเองมากกว่าการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง

“หลักสูตรใหม่ไม่บอกว่า F = ma โดยตรง แต่ให้เราทดลองโดยใช้กระดาษและเครื่องมือจริงๆ หรือกรณีการนับเชื้อราก็ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดู นับเชื้อราจริงๆ ภายใต้กล้องฯนับจำนวน การเพิ่มจำนวนของเชื้อรา แล้วจึงนำมาพล็อตกราฟ เป็นการแสดงให้เห็นอัตราการเจริญของเชื้อรา ขนาดนิวตันบอก F = ma เรายังไม่เชื่อเลย นั่นแหละคือความท้าทาย และจุดประกายให้เราใฝ่รู้”





เซอร์ ไอแซค นิวตัน



เชื้อราเพนนิซิเลียม (Penicilliam) คือจุลชีพที่นำประเสริฐสู่โลกกว้างในองค์ความรู้ด้านปศุสัตว์ที่เขามีความชำนาญในปัจจุบัน



เขากล่าวต่อไปว่า... “การเรียนหลักสูตรใหม่นี่ เราต้องลงมือทำก่อน แล้วจึงค่อยมาเชื่อในภายหลัง ดังนั้นในระบบคิดของผม ผมจะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ก่อน ถ้าผมไม่ได้ผ่านจุดนั้นมาด้วยตัวเอง เหมือนเรื่องประชาธิปไตยนี่ก้อเหมือนกัน เราไม่รู้หรอกว่ารูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร เราต้องไปประท้วงก่อน เราถึงซาบซึ้งกับคำว่าประชาธิปไตย เราจึงถึงบางอ้อว่าจริงๆ แล้วมันเป็นอย่างไร อะไรดี อะไรไม่ดี...”

ดูเหมือนคุณประเสริฐจะอารมณ์ดี และภาคภูมิใจเป็นพิเศษกับการได้เล่าเรื่องตอนอยู่ป่า...

“ทุกอย่างเราต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยง ทุ่มเท เกิดมาเราไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ ต้องต่อสู้ถึงจะได้ครอบครอง ตอนออกจากป่าใหม่ๆ มีเพื่อนคนนึง เขาหวังดีบอกผมอย่างจริงใจว่า “เฮ้ย! เรื่องอยู่ป่าของมึงนี่ มึงเลิกเหอะ เลิกได้แล้ว อย่างมึงนี่ ได้ปริญญาเอกแล้ว คนอื่นเขาได้ปริญญาเอกเพราะเรียนในหลักสูตร แต่มึงลงมือทำจริง เข้าขั้นเทพแล้ว” ช่วงที่เพื่อนคนนั้นพูด ผมยังคาราคาซังกับการเรียนรัฐศาสตร์ ไม่รู้หรอกว่าไอ้คำว่า “ประชาธิปไตย” กับ “การปกครอง” อะไรทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงนี่มันเป็นอย่างไร”





ขบวนการพลีชีพเพื่อชาติ





บรรยากาศรกครึ้มในป่า

“มันไม่ใช่แค่ตัวหนังสือที่มีอยู่ในหนังสือ แต่เราเอาชีวิตทั้งชีวิตไปแลกมาจนสรุปได้แล้วว่า ประชาธิปไตยมันเป็นยังไง ครึ่งใบหรือไม่ใช่ครึ่งใบ หรือเต็มใบยังไง”

“เสี่ยงทั้งชีวิต คิดว่าคุ้มไหมครับ” ผู้สัมภาษณ์ถาม

“ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่อง คุ้มหรือไม่คุ้ม ตอนนั้นจำได้เพียงว่าใครพูดอะไรยังไง เราก็ไม่เชื่อ ไม่เชื่อใครง่ายๆ”

“แล้วถ้าเป็นตอนนี้ เมื่อมองย้อนกลับไปถึงตอนนั้น คิดยังไงครับ”

“ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงความเป็นหรือความตาย คิดว่าตัวเองเป็นคนขบถทางความคิดมากกว่า อะไรที่อยู่ในหนังสือ หรือคนเล่าให้ฟัง ไม่เชื่อทั้งนั้น (ซึ่งอันตรายมาก) เราจำเป็นต้องทดลองเองก่อน เราถึงจะเชื่อ การทดลองทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นคนละเรื่องกับที่เราไปทดลองมา การเรียนรู้ในเรื่องสังคมหรือว่าเรื่องของระบบการเมืองการปกครองเป็นเรื่องที่เราต้องไปประท้วง เอาชีวิตเข้าไปแลก”

“นั่นทำให้เราเข้าใจถึงจิตวิญญาณโดยตรงจริงๆ ใช่ไหมครับ”

คุณประเสริฐยิ้มเล็กๆ ก่อนพูดว่า...

“ใช่แล้ว...ทุกอย่างถูกซึมซับเข้ามาอยู่ในตัวเราทีละนิด ทีละน้อย สุดท้ายก็ซึมซับจนเราสามารถเข้าถึงจิตวิญญาณ พอช่วงหลังมีโอกาสได้มาทำธุรกิจเอง จึงพบว่าเราต้องสร้าง Joint venture กับเขา พบกันคราวแรกเราจะไม่เชื่อก่อน จนกว่าเราคบกันวันหนึ่งยาวๆ แล้วเราเริ่มรู้จักกันมากขึ้น เราถึงจะเชื่อ เวลาที่เราเจรจาธุรกิจเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าจู่ๆ เราจะเชื่อทั้งหมดที่เขาพูด เราต้องมีระยะเวลาที่มาเรียนรู้กัน”

“ความรู้ ความจำของผมมีส่วนช่วยในเรื่องของการคบคน การคุมคน ทำงานร่วมกันเป็นทีมใหญ่ๆ อะไรแบบนี้”



รูประบบความคิดในเนื้อสมอง แสดงให้เห็นถึงสมองทั้ง 3 ส่วน ดังนั้น การเป็นอัจฉริยะไม่สามารถสร้างได้ คนผู้นั้นต้องเกิดมาพร้อมกับความเป็นอัจฉริยะก่อน จึงจะเป็นอัจฉริยะได้ เราสร้างอัจฉริยะไม่ได้ แต่เราสามารถฝึกฝนให้คิดเก่ง จำแม่น ทำงานเก่งได้ เพราะฉะนั้น การเป็นอัจฉริยะไม่สามารถสร้างได้





คุณประเสริฐเป็นคนที่นับว่ามีความทรงจำแม่นยำมาก...เขาได้เล่าถึงความสามารถในการจำว่า...

“ผมเป็นคนแปลกอยู่อย่างหนึ่ง อะไรที่ประทับใจและผ่านไปแล้ว พอนึกย้อนไปจะจำได้ไม่มีวันลืมเลือน สิ่งนั้นจะถูกผนึกแน่นลงในเนื้อสมองของเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพูดถึงหรือไม่ คิดถึงหรือไม่...”

“บางครั้งเวลาเรามองย้อนไป อย่างบางทีเตี่ยเอาเข็มขัดฟาดเราอะไรทำนองนี้ พอระลึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้น ก็...อืมม์จำได้ แต่ถ้าถามว่าพอถึงขณะนี้ เรายังโกรธหรือเกลียดพ่อมั้ย ประเด็นตรงนี้ไม่มี แต่ว่าจำได้ ตอนนั้นพ่อฟาดด้วยหัวเข็มขัดโรงเรียนของเราเอง พอย้อนไปก็คิดได้ว่า พ่อสั่งสอนเพราะอยากให้เราได้ดี เรื่องนี้เราถึงจำได้ ระลึกได้ เพราะมันผนึกในสมองเราอย่างแน่นหนาเลยทีเดียว”

“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเข้าโรงเรียนปีไหน เข้าป่าปีไหน เรียนรามฯ ปีไหน พอเราลองเปิดฝากล่องความทรงจำ เราจะบอกปี พ.ศ.ได้แม่นยำ เป็นความทรงจำที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องจำ”

“เกิดขึ้นเอง”

“ใช่...แต่ไม่ใช่เป็นพหูสูต”

“ความจำในชีวิตมีประโยชน์อย่างไร”

“โอว...มีประโยชน์มากมายเลย เป็นอุทาหรณ์สอนใจ เป็นการกะคำนวณตัวเลขโดยประมาณ จำได้ หมายรู้จึงทำให้เรามีประสบการณ์ที่เพิ่มพูนขึ้น เยอะแยะมากมาย ถ้าเราเป็นคนมีความจำไม่ดี เวลาที่เราทำผิด มันก็จะผิดซ้ำซากอยู่อย่างนั้น...”

“นอนไม่หลับบ้างไหมครับ”

“ไม่มีนะ นอนหลับปุ๋ยสบาย ปกติถ้าไม่มีธุระปะปังอะไรจะเข้านอนตอนห้าทุ่ม เที่ยงคืน พอสักตีสี่ก็ตื่นแล้ว”

“นอนพอไหม”

“คิดว่าพอ”



การจัดแสงและเงาในห้องนอนเพื่อให้กินอยู่หลับนอน

ได้ง่ายและสุขสบาย



“คิดว่าตนเองโชคดีไหมกับการเป็นคนหลับง่าย ตื่นง่าย”

“โชคดีมาก” ประเสริฐตอบยิ้มๆ

ปริญญาจากมหาวิทยาลัยชีวิตของคุณประเสริฐเป็นอุทาหรณ์สอนใจที่ดี บางครั้งโชคชะตาก็เล่นล้อกับเขา ล่อลวงให้เขานึกทะนงว่า สามารถกอบโกยเอาดวงดาวบนท้องฟ้ามาโปรยเล่น แต่บางครั้งชะตาก็เฆี่ยนกระหน่ำเขาจนไม่อาจเอื้อม แม้แต่จะคิดว่า เรานี่หนอกำลังยืนอยู่บนพื้นดินเดียวกับผู้อื่น...

นี่เป็นการเล่นล้อกับดวงชะตา ซึ่งเป็นหนทางเฉพาะของประเสริฐ เพชรมุณีคนเดียวเท่านั้น...

9.แดดทอประกาย

บทที่ 9 แดดทออรุโณทัยก่อประกายแวววับจับตา


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



คุณประเสริฐเป็นคนมุ่งมั่น ทำอะไรทำจริง ไม่เอะอะโวยวาย เขามักหาหนทางใหม่ๆ ที่คนทั่วไปไม่ทำ คุณประเสริฐจะไม่รีรอ เขามักแทรกตัวเข้าสู่ช่องว่างนั้นทันที

เขาจะหมกมุ่นจริงจังกับการตะกายดาว และผลักดันตัวเองให้ขึ้นไปสู่ฝันอันเป็นเป้าหมายให้ได้

ถ้าไม่สำเร็จ หรือล้มเหลวเขาจะสู้แบบหลังชนฝา เกาะติดจนกว่าจะไปถึงฝันนั้น

ศาสตราวุธที่ดีต้องรังสรรค์จากโลหะที่ดีเยี่ยมเช่นกัน

ถ้าคนเรามัวแต่รอโชคชะตาฟ้าดิน ก็นับว่าเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่จะก้าวย่างและนำตัวเองสู่ความสำเร็จได้...





ซ้ายมือเป็นภาพดวงตะวันกำลังโผล่ขึ้นมา ณ ริมขอบฟ้า ยามอรุโณทัย

ขวามือตะวันกำลังตกดิน ช่างเป็นภาพอันงดงามวิจิตรบรรจงของธรรมชาติโดยแท้

แดดทออรุโณทัยจนก่อให้เกิดประกายแวววับจับตา



คุณประเสริฐคาดหวังกับโรงงานทำถุงพลาสติกมาก แต่วี่แววและลางร้ายทำให้เขาเปลี่ยนจากความจริงจังในการทำงาน กลายเป็นความเครียดแทน

“คติของผมเวลาทำงาน คือ ทำทั้งทีต้องทำจริงจัง แต่ไม่เคร่งเครียด”

แต่สำหรับโรงงานทำถุงพลาสติก ทำให้เขาเกิดความเครียดอย่างต่อเนื่อง

เพราะทำได้ไม่นาน ก็เกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ส่งผลต่อกิจการโรงงานผลิตถุงพลาสติกของเขาโดยสิ้นเชิง

อุทกภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2531 ถือเป็นภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่ และก่อให้เกิดความเสียหายกับเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน…

อุทกภัยครั้งนั้นทำให้บ้านเรือนเสียหายไปกว่า 1,500 หลัง

ที่สำคัญ โรงงานของประเสริฐซึ่งเพิ่งย้ายเสร็จเกิดความเสียหายใหญ่หลวงจนไม่สามารถทำอะไรได้---ต่อไป...





ประมวลภาพเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ในปี พ.ศ. 2531



เขาท้อใจ...

แต่ก็ยอมรับชะตากรรมอันเกิดจากภัยพิบัติธรรมชาติโดยดุษณี

เขายังคงไม่ยอมจำนนง่ายๆ

โดยการพยายามล้างอุปกรณ์ เครื่องมือแปรสภาพพลาสติก รวมถึงซ่อมทำความสะอาดเครื่องมือในการแปรรูปผลติถุงพลาสติก นานราว 6 เดือน...

แต่...ก็ไม่กระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย

โรงงานผลิตถุงพลาสติก จึงจำต้องพักงานทั้งหมดชั่วคราว





ขั้นตอนคร่าวๆ และภาพเครื่องมือในการผลิตถุงพลาสติก



นอกจากล้มเหลวในการประกอบธุรกิจผลิตถุงพลาสติกแล้ว

เคราะห์หามยามร้าย ต่อมา---ชีวิตครอบครัวก็ดูไม่ราบรื่นนัก

แต่ก็ยังดี ที่เขามีบุตรสาวเป็นกำลังใจ

ในห้วงเวลาที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ คุณประเสริฐเคยหมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ หมดเรี่ยวแรง ได้แต่นอนซมและเฝ้าภาวนาให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างรวดเร็วตามลำดับ

“มนุษย์เราไม่อาจฝืนธรรมชาติ

และการเอาชนะธรรมชาติจึงนับว่าเป็นเรื่องยาก

แต่ถ้าสู้ตาย แล้วล่ะก็

สักวันหนึ่ง ธรรมชาติก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”





ธรรมชาติริมทะเลอันงดงามวิจิตรตระการตา

จนไม่อาจจาระไนออกมาเป็นตัวอักษรได้





คุณประเสริฐเริ่มถูกดวงชะตาต้อนเข้าสู่มุม “อับ” ชื้น

เขาเล่าว่า...

“ชีวิตช่วงนั้นลำบากมาก ขนาดจะนอนพักยังไม่มีเสื้อใส่ รันทดสุดๆ ผมใส่แค่กางเกงขาสั้น ซึ่งเหลืออยู่เพียงตัวเดียว ในกระเป๋าสตางค์เงินก็ไม่มี มีแค่บัตรประชาชน พอน้ำท่วมเต็มบ้าน เขาจึงอุ้มลูกสาวขึ้นขี่คออย่างทุลักทุเล มือข้างที่เหลือใช้จูงภรรยาเพื่อหนีตายไปพร้อมกัน”

บ้านของผมตอนนั้นเป็นบ้านชั้นเดียว ไม่มีดาดฟ้าให้ขึ้นไปหลบภัยพิบัติ”

น้องลูกปลาร้องโวยวายเตือนพ่อ...ว่า...

“พ่อขา ก้นหนูเปียกน้ำหมดแล้ว”





อุทกภัยครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำเอาเมืองหาดใหญ่

ต้องตกอยู่ในสภาพแร้นแค้น แสนสาหัส



ด้วยความเหม่อลอย แต่มีเสียงเตือนของนางฟ้าตัวน้อยของเขา

ประเสริฐจึงตื่นจากภวังค์ฝัน และต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า...ตนเองกำลังลุยน้ำท่วมที่ไหลบ่า และท่วมขึ้นมาถึงอกแล้ว

ฟังไปก็จะนึกถึง ภาพในภาพยนตร์ดรามา และแอ็คชันหลายต่อหลายเรื่องที่พระเอกต้องเผชิญผจญชะตากรรมอันแสนสาหัส



ด้วยความตกใจ และสถานการณ์อันโกลาหล เขาจึงผลักภรรยาให้เบี่ยงตัวไปเกาะรั้วบ้านละแวกนั้นไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

เคยบอกแล้วว่า...โลกมันกลม

อะไรต่อมิอะไรก็เกิดขึ้นได้

ปรากฏว่า เจ้าของบ้านจำได้ว่า ประเสริฐเป็นลูกค้าที่เคยไปขอซื้อไก่ชนของเขา เขาจึงช่วยเหลือให้ไปหลบหนีน้ำท่วมด้วยกันที่ชั้นบน บ้านของเขาเป็นบ้านสองชั้น





สภาพบ้านที่เป็นตึกแถวในเวลานั้น



คนดี... “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้”

พวกเราทุกคนล้วนมีเทพปกปักษ์รักษาเฉพาะ...เป็นคนๆ ไป

ในที่สุด ประเสริฐก็สามารถต่อสู้จนกระทั่งผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้นมาได้

ความน่าตื่นเต้น มักเดินมาทดสอบ ขันติ” ความอดทนของประเสริฐเป็นประจำ...

เขาเป็น “ทองเนื้อเก้า” อย่างแท้จริง

ตราบชีวิตไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นเพื่อต่ออายุลมหายใจให้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างลุล่วง...

ประเสริฐไม่เคยปล่อยใจปล่อยตัวให้ “ราชรถ” มาเกยถึงที่

เขาชอบแสวงหาโอกาส

อุปสรรคทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น

ประเสริฐลำบากที่สุดในเวลานั้น นั่นคือเขาไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากกางเกงในที่ใส่ติดอยู่เพียงตัวเดียว

ประเสริฐไม่เคยเอ่ยปากขอเงินจากเตี่ยอีกเลย เพราะเขาถือว่าตัวเองโตแล้ว ไม่ควรเบียดเบียนเตี่ยอีก ไม่ว่าจะเป็นเงินเล็กน้อย หรือเงินก้อนโตก็ตาม

ชายหนุ่มเป็นคนรู้คิด เขารู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ...

การขอหยิบขอยืมเงินจากผู้อื่นเป็นเรื่องน่าอาย เพราะคน “ช็อต” เงิน คือคนที่บริหารเงินไม่เป็น และปราศจากระเบียบวินัยทางการเงิน ที่สำคัญคือไม่อดทนและดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด

แต่กระนั้น...ทวยเทพเทวดาคงมองเห็นความดีของประเสริฐ หลังจากส่องแว่นขยายมองลงมาจาก “วิมาน” บนนั้นอยู่นานสองนาน…

อาแปะผู้มีศักดิ์เป็นพี่ของเตี่ย เอ่ยปากให้เงินแก่ประเสริฐ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประเสริฐให้ลดน้อยลง





ภาพแสดงเงินๆ ทองๆ และตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ



ชีวิตในช่วงนั้นของประเสริฐตกต่ำจนน่าใจหาย

ตัวเขาเองก็เกิดอาการ “วูบ” และ “เดี้ยง” อยู่ไม่น้อย...

เขากินน้ำก๊อกต่างข้าว

หิวขึ้นมาก็กินกล้วยที่มีอยู่ในสวน

เขาเป็นคน “จนลง”

แต่ภรรยาของประเสริฐทนรับสภาพตกต่ำสุดขีด ทั้งลำเค็ญ แร้นแค้นไม่ไหวจึงขอแยกทางกับเขา พร้อมกับนำน้องลูกปลาไปเลี้ยงเองด้วย





หมอดูกับหมอเดา เป็นของคู่กัน

นี่คือบรรยากาศในบ้านหมอดู ที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วฟ้าเมืองไทย



ประเสริฐพยายามนึกย้อนสู่ภาพอดีต...ก่อนแต่งงานกับภรรยาคนแรก

อาอี๊ของเขาอยากรู้ว่าดวงของเขากับแฟนจะสมพงษ์กันหรือไม่ จึงรับอาสาเอาวัน เดือน ปีเกิด พร้อมด้วยเวลาตกฟากไปผูกดวงให้

“ดวงเขาไม่สมพงษ์กันนะ” หมอดูพูดเนิบนาบ

“ทำไมละคะท่าน”

“ดวงเขาสองคนชงกัน ไม่เสริมบารมีซึ่งกันและกัน”

“ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้เลยหรือคะ”

“ไม่มีทาง ชะตากรรมได้ถูกกำหนดมาเช่นนี้แล้ว”

“แล้วถ้าเขาฝืนแต่งงานล่ะคะ”

“แต่งไป ไม่ตายก็เหลือแต่ตัว”

“เขาไม่ใช่เนื้อคู่กันใช่ไหมคะ”

“อืมม์” หมอดูว่าพลางเกาคางอย่างใช้ความคิด “ไม่ใช่หรอกจ๊ะ ว่าแต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ”

“ทำบุญเสริมบารมีก็ไม่ได้หรือคะ”

หมอดูส่ายหน้าพลางว่า... “ทำบุญมาเยอะแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็เหลือแต่ตัว---ชีวิตของเขาจะรุ่งโรจน์กว่านี้ ถ้าถึงคราที่แดดทออรุโณทัย ก่อเกิดประกายแวววับจับตา...”

Tuesday, August 24, 2010

8.สายสัมพันธ์

บทที่ 8 สายสัมพันธ์


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



บนโลกเรานี้ ไม่ว่าจะอาศัยทำมาหากินอยู่ในวงการใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เรามีและจำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใดก็ตาม สิ่งนั้นหมายถึงสายสัมพันธ์ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า “Connection”

Connection สามารถทำให้เราใช้เวลาเพียงน้อยนิดในการพูดคุย เจรจาและตกลงกันได้ลงตัว ภายในเวลาอันรวดเร็ว

เรื่องที่ว่ายาก ก็กลายเป็นง่ายได้

เรื่องง่ายก็จะง่ายยิ่งขึ้น

การมีสายสัมพันธ์ เครือข่าย โยงใยที่สลับซับซ้อนจึงเป็นด่านแรกที่สามารถนำพาเราท่องไปสู่ “เป้าหมาย” ได้ในเวลาอันจำกัด

“ถ้าข้อตกลง เงื่อนไขและผลประโยชน์ “Click” กันได้ลงตัว อย่างอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเป้าหายและความสำเร็จยืนรออยู่เบื้องหน้าแล้ว”





ภาพแผนที่รถๆไฟใต้ดิน ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเครือข่ายของรถไฟใต้ดิน โยงในสลับซับซ้อนเต็มไปหมดในทุกตำแหน่งแห่งหนที่มีสถานนีรถไฟใต้ดินปรากฏอยู่ เพราะเครือข่ายคมนาคมอันละเอียดนี้ ทำให้ชาวลอนดอนไม่มีปัญหาในเรื่องของการผิด “เวลานัด” ถ้าจะเปรียบแผนที่นี้ นี่ก็คือเครือข่ายของ Connection ที่สอดรับกับการให้บริการแก่ประชาชนนั่นเอง



ชีวิตในวัยหนุ่มของประเสริฐ เขาได้บุกเบิกและสร้างรากฐานของสายสัมพันธ์ไว้อย่างดี---ไม่ว่าเพราะ “เจตนา” หรือโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตามที ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่เมื่อออกจากป่าได้ไม่นานนัก เขาก็ไปประกอบอาชีพครู ในเวลาต่อมา...

ประตูแห่งอาชีพครู เปิดอ้ารอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า การจับพลัดจับผลูในครั้งนี้ เขาพยายามรำลึกถึงความหลัง พร้อมกับเล่าว่า...

“หลังจากธุรกิจร้านไอศรีม และการสกรีนเสื้อยืดจบสิ้นลง ผมได้เข้ารับสมัครเป็นครูสอนภาษาไทยให้กับชาวอเมริกัน ตอนนั้นมีชื่อเรียกว่าตำแหน่ง “อาสาสมัครเพื่อสันติภาพ” ซึ่งสังกัดกับมูลนิธิเคนเนดี...”

“ผมไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้งานนี้หรอก เพราะตอนนั้นเราเองก็ยังเด็กมาก แต่เป็นคนชอบลอง อันไหนว่าท้าทาย ผมจะเข้าไปมีส่วนร่วมและทำจนสำเร็จ”





การแต่งกายของอาสาสมัครสันติภาพในสมัยนั้น



“แรกที่เห็นประกาศของมูลนิธิเคนเนดีว่าต้องการรับสมัครผู้ที่เรียนจบปริญญาโททางด้านภาษา ผมอยากทำงานนี้มาก แต่ปริญญาตรีในห้วงเวลานั้นก็ยังไม่จบ ยังคาราคาซังอยู่ แต่ด้วยความบ้าบิ่น ผมก็เลยบุกเข้าไปสัมภาษณ์ กรอกใบสมัครว่า “ยังไม่จบปริญญาตรี” ที่สำคัญคือพูดภาษาอังกฤษยังไม่คล่อง แต่พอฟังได้รู้เรื่อง...”

“ดังนั้นผู้สัมภาษณ์จึงถามเป็นภาษาอังกฤษ และอนุญาตให้ตอบเป็นภาษาไทยได้ นั่นเพราะความบังเอิญ ที่ฝรั่งคนนั้นมีภรรยาเป็นคนไทย ทำให้เขาสามารถพูดและฟังภาษาไทยได้อย่างชำนิชำนาญ”

ฝรั่งผู้นั้นถามประเสริฐว่า...

“เคยทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยไหม? ถ้าทำเคยผ่านกิจกรรมใดมา?”

“เคยครับ ผมเคยเดินขบวนต่อต้านอเมริกัน ผมเป็นคนรักชาติไทย ไม่อยากให้ชาติไทยโดนกลืนกิน...”

ประเสริฐตอบนิ่งๆ เขาใคร่ครวญอย่างดีแล้วจึงตอบ...

เพราะขณะนั้นกระแส Ugly American กำลังมาแรงมาก สามารถพบการเดินประท้วงอเมริกาได้ทั่วไปบนท้องถนน





กระแส Ugly American



คราวแรก...ประเสริฐคิดว่า...การสัมภาษณ์ครั้งนี้คงจบลงอย่างรวดเร็ว

นั่นเพราะเขาตอบด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน ตรงไปตรงมา จริงใจที่สุด

อะไรที่ต้องห้าม และไม่ควรพูด ประเสริฐก็ตอบไปหมด ให้clear cut กันไปเลย

ปรากฏว่าฝรั่งคนนั้นใช้เวลาสัมภาษณ์เขาถึง 40 นาที

มีผู้มารับการสัมภาษณ์รวมทั้งสิ้น 60 คน

ประเสริฐผ่านรอบ 60 คน คนอื่นถูกคัดออก มีผ่านรวมทั้งหมด 16 คน

ต่อมา...ถึงรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย โดยรอบนี้มีการทำเวิร์คชอปที่หัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ มีผู้ผ่านเข้ารอบนี้เพียง 12 คน

คุณประเสริฐนับเป็น 1 ใน 12 คนนั้น

การสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น นับเป็นบทเรียนและประสบการณ์ในชีวิตหนึ่งนี้ของประเสริฐ เพชรมุณี





บริกรกำลังบริการโดยการลงทุนแบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ และหนักเอาการ

ซึ่งเป็นกรณีแบบเดียวกับที่ประเสริฐได้ประสบในช่วงการทำเวิร์คชอป



คุณประเสริฐเล่าถึงชีวิตเวิร์คชอปในช่วงฝึกงานว่า...

“ตอนนั้น...พวกเราต้องทำเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขัน สิ่งที่ทำให้ผมสามารถผ่านรอบเข้ามาได้ทุกรอบ คือการมีหน่วยก้านดียิ่งในการเข้าสังคม อีกทั้งยังร่วมกิจกรรมทุกกิจกรรมได้โดยไม่เกี่ยงงอน บางคนถึงแม้จะเก่งภาษา แต่พอถึงเวลาต้องร่วมทำเวิร์คชอปกลับไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ กิจกรรมหลายอย่างก็สาหัสเอาการ เช่นต้องยกกระเป๋าเดินทางหนักๆ ลงจากรถบัส บางคนเป็นอาจารย์จึงถือตัว และได้แต่ถือตัว อีโก้ว่ากูแน่ จะให้กูมาถือของหนักเหมือนกุลีได้อย่างไร...”

สำหรับประเสริฐแล้วนั่นคือ สิ่งที่เขาคิดตรงกันข้าม...

เขาไม่ถือตัว

ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ

กุลีกุจอเข้าช่วยในทุกกิจกรรม

ปรากฏว่า...เขาได้รับคัดเลือกเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยให้กับชาวอเมริกันมาได้ประมาณปีกว่าๆ ถ้าคิดเป็นโปรแกรมในแต่ละระดับที่แตกต่างกันเท่ากับ 3 โปรแกรม ใช้เวลาประนานประมาณ 100 วัน





วิธีการสอนภาษาแบบ the Sirent Way



เขาได้รับการอบรมเพื่อสอนภาษาแบบ the Sirent Way ให้เป็นกิจจะลักษณะ และถูกต้องตรงตามจุดมุ่งหมายทุกประการ

คือต้องสอนสนุกด้วย ถูกต้องด้วย และเป็นที่ถูกใจผู้เรียนด้วย

ในการเรียนการสอนแบบนี้มีแนวคิดที่สำคัญคือ...

ผู้สอนต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า---เพราะเหตุใดเด็กทุกคนจึงสามารถเรียนรู้ทักษะทางด้านภาษาได้เป็น อย่างรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่...

จากแนวคิดดังกล่าวนี้เอง ทำให้ผู้สอนต้องยึดเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเสมอ ซึ่งตรงกับแนวคิด Child Center ในปัจจุบัน

การเรียนการสอนแบบนี้จำเป็นต้องยึดผู้เรียนให้เป็นผู้แสดงออกมากที่สุด พูดภาษานั้นออกมามากที่สุด

โดยครูทำหน้าที่คอยดูแล และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเท่านั้น การฝึกฝนเป็นเรื่องของเด็กนักเรียน ห้ามก้าวก่ายเด็ดขาด

แต่ครูสามารถเสนอแนะ หรือแนะนำได้ ภายหลังจากที่นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ครบตามเวลาที่ตั้งหรือกำหนดไว้แล้ว

the Sirent Way = No Translation





บรรยากาศห้องเรียนแบบ the Sirent Way



คุณประเสริฐได้เฉลยให้เราฟังว่าวิธีการ the Sirent Way มีจุดเริ่มต้นมาจากหลักการสอนภาษาแบบ Nisco Methodology ของอาจารย์คาเทโยะ (Caleb Gattegno) ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นสัญชาติอเมริกัน

เมื่อจบโครงการครูอาสาสมัครดังกล่าว ณ เวลานั้น สวนยางที่เขาลงทุนเพื่อให้เป็นกิจการแบบน้ำซึมบ่อทรายก็เกิดปัญหาในเรื่องของการเก็บเงิน เพราะมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง รวมถึงค่าแรงงาน แถมยังมีเรื่องโจรชุกชมและเวียนเข้ามาแทรกอีกต่างหาก

ตอนนั้นเอง...ประเสริฐก็ยังคิดไม่ออกว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

เขามั่นใจในตัวเองว่าจะไม่หันเข้าป่าไปจับปืนอีก

สติปัญญาต่างหาก คือปัจจัยที่ช่วยให้สามารถหลุดพ้นจากปัญหาได้แท้จริง

ดังนั้น ประเสริฐได้ตัดสินใจเดินทางกลับหาดใหญ่ โดยมีกัลยาณมิตรรออยู่...เขาต้องการเสนอ “จ๊อบ” ใหม่ให้เตี่ย

เตี่ยคือที่พึ่งยามยากของประเสริฐเสมอ

โครงการที่ว่าคือ การสร้างโรงงานผลิตถุงพลาสติก





เครื่องฉีดพลาสติก



ชายหนุ่มไม่มีความรู้ในเรื่องของถุงพลาสติกเลยแม้แต่นิดเดียว

เขา “ปิ๊ง” ไอเดียนี้จากหนังสือโทรศัพท์ Yellow Pages ในสมัยนั้น ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องเปิดจากอินเตอร์เน็ตและท่องเว็บไซต์---หาเอา





ปกเยลโลเพจเจสในสมัยปัจจุบัน



เมื่อลองทำดูสักพักใหญ่ ประมาณ 3 ปี โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่หาดใหญ่

ผลเมื่อคำนวณขาดทุนและกำไรซึ่งหักลบกลบหนี้จากต้นทุนแล้ว พบว่าขาดทุนป่นปี้ เนื่องจากผลกำไรจากกิจการทำกำไรได้น้อย รวมถึงขาดทุนกำไรด้วย โรงงานของประเสริฐไม่สามารถสู้ราคาโรงงานผลิตถุงพลาสติกที่กรุงเทพได้ สาเหตุหลักๆ คือโรงงานพลาสติกที่กรุงเทพ---ใช้พลาสติกเก่ามาหลอมรวมจนได้พลาสติกใหม่ และไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าขนส่งแต่อย่างใด

ขณะที่โรงงานของประเสริฐต้องสั่งซื้อเม็ดพลาสติกใหม่ โดยมีขั้นตอนยุ่งยากและกินต้นทุนสูงมาก

บอกแล้วว่า “เล็กๆ” ไม่ใช่คนอย่างประเสริฐ “ทำ” ทำทั้งทีต้องทำ “ใหญ่ๆ” เมื่อลงทุนสูง ก็หวังจะได้กำไรสูงเป็นเงาตาม...

ดังนั้นประมาณ ต้นปี พ.ศ.2530 ประเสริฐจึงตัดสินใจย้ายโรงงานผลิตถุงพลาสติกแห่งใหม่ในพื้นที่สวนผัก ของเขาที่มีอยู่เดิม

Monday, August 23, 2010

7.ประตูที่มีทางออก

บทที่ 7 ประตูที่มีทางออก


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



ชีวิตของประเสริฐ นับตั้งแต่วัยเยาว์ วัยรุ่นจนถึงวัยหนุ่ม ดูเต็มไปด้วยความสับสนและพลิกผัน

ช่วงชีวิตสู่จุดต่ำสุดก็เคยมาแล้ว ตอนนั้นกราฟชีวิตของเขาดิ่งลงเหวโดยไม่แน่ใจว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้เมื่อใด

และพอถึงจังหวะชีวิตโชติช่วงชัชวาล กราฟชีวิตก็ทะยานขึ้นสู่ที่สูงจนดูเหมือนกับว่าเส้นกราฟจะทะยานขึ้นไปเรื่อยเป็น Infinity

นั่นคือไม่มีจุดสิ้นสุด



กราฟชีวิตของประเสริฐ เพชรมุณีในจังหวะชีวิตช่วงหนึ่ง



ในวัยหนุ่มช่วงเบญจเพส จากปากคำของประเสริฐเอง เขาเล่าให้ฟังด้วยอารมณ์ “มันส์” กับประสบการณ์ชีวิตในช่วงนั้นว่า...

“ตอนอายุประมาณ 24-25 เพื่อนอันเป็นมหามิตรได้ชวนกันเปิดร้านขายไอศกรีมที่บริเวณขนส่งสายใต้เก่า ซึ่งตอนนี้มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนถนนจรัญสนิทวงศ์”

ตอนนั้นยังทำสวนยางอยู่ และต้องเรียนหนังสือไปด้วย...





บรรยากาศร้านขายไอศกรีมในยุคนั้น



“ผมจึงทดลองโดยนำเงินที่ได้จากการกรีดสวนยางมาเปิดร้านไอศครีม ลักษณะร้านเหมือนกับร้านไอศครีมโฟร์โมสต์ในสมัยนั้น แต่ร้านของเราถูกกว่า...”

ดูท่าว่าจะไปได้สวย...

แต่ลงท้ายเพื่อนผู้เป็นมหามิตรคนนั้นมาบอกกับเขาว่า...

“พอดีมีธุระยุ่ง” มหามิตรบอก

“แล้วไง” ประเสริฐเริ่มใจสั่น สำเนียงของฝ่ายนั้นเท่าที่ฟัง คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

“กูอยากถอนหุ้นร้านไอศครีม”

“จริงดิ...ทำแบบนี้ได้ไงว่ะ กูลงทุนไปแล้ว ร้านก็เตรียมจะเปิดแล้ว” ประเสริฐเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “คว้าง”

“กูขอโทษทีเพื่อน ยังไงกูก็ต้องขอถอนหุ้น กูไม่อยากทำแล้ว”

แล้วมหามิตรผู้นั้นก็จากไป พร้อมกับเงินลงทุนก้อนนั้น

ประเสริฐเป็นทั้งเจ้าของร้านและเด็กเสิร์ฟ

เรียกว่า ทุกหน้าที่ในร้านเขาต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง





สคู๊ฟไอศกรีมหลากลวดลาย หลายสีสรรพ์ และดูละลานตาชวนน้ำลายไหล



แรกๆ ที่ทำยังไม่คล่อง ตักๆ ไปอย่างนั้น ล้นไปบ้าง น้อยไปบ้าง เยอะไปบ้าง แม้แต่บานานา สปริทก็ผิดสูตรไปบ้าง

ขายไปก็แอบจิบเหล้าที่ซ่อนไว้ในตู้ตรงเคาน์เตอร์ย้อมใจไป

เพราะคิดว่าตัวเองยังตักไม่เก่ง เหล้าสามารถช่วยทำให้ใจกล้าได้

พอเหล้าเข้าปากก็มึนนิดๆ แต่ยังไม่ถึงกับเมา

พอมึนก็เริ่มคุยกับลูกค้าอย่างสนุกสนานออกรสออกชาติ

การคุยสนุกถูกคอลูกค้า ทำให้มีลูกค้าประจำเพิ่มมากขึ้นทุกที

ดูเหมือนลูกค้าจะชอบ เพราะประเสริฐเป็นคนคุยสนุก มากกว่าจะเข้ามากินไอศครีมตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้แต่แรก

ประเสริฐเผยว่ารายได้ช่วงนั้นนับว่าดีมาก

เมื่อลองย้อนอดีตในช่วงนั้น เขาเล่าว่า...

“รายได้ตอนนั้น หลังจากหักต้นทุนออกไปแล้ว ผมขายได้ประมาณ 2,400 บาทต่ออาทิตย์

“ยังจำตัวเลขได้หรือครับ” ผู้สัมภาษณ์ซัก

“จำได้ เพราะเป็นรายได้ที่ผมจำฝังใจ”

“ร้านไอศครีมของพี่มีอะไรเป็นจุดเด่นและจุดขายบ้าง”

“ก้อไอศครีมที่แสนอร่อยถูกปากลูกค้า และลูกค้าติดอาจเพราะผมคุยสนุก”

“พี่เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ดี”

“ช่าย---ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ”

“ตอนนั้นพี่จิบเหล้าอะไร”

“รีเจนซี”

“ทำไมรีเจนซี”

“ดื่มแล้วสนุกปากอร่อยลิ้น และกรึ๋มดี” เขาอมยิ้ม

ต่อมา...ประเสริฐได้เชิญชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เรียนหนังสือด้วยกันมาช่วยตักไอศครีมขาย เขาเล่าว่าช่วงนั้น “ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า” เขาจึงทำตัวเป็นเถ้าแก่ ทำหน้าที่เก็บเงินเข้ากำปั่นลูกเดียว

พวกเพื่อนทั้งหลายก็ทำให้บรรยากาศในร้านเฮฮา ลูกค้าก็เข้าร้านมากขึ้น...มากขึ้นเรื่อยๆ





บรรยากาศในร้านไอศครีมอีกรูปแบบหนึ่ง



เมื่อกำไรดี...ประเสริฐก็อาศัยประสบการณ์การค้าขายของตัวเอง คิดว่าควรจะมีร้านไอศครีมสาขาสอง

เขาจึงวางแผนงานการลงทุน

พอได้ทำเลแถวสาธุประดิษฐ์ ประเสริฐจึงลงทุนทันที

“ตอนนั้นเราเป็นเถ้าแก่ให้เพื่อนดูแล เราออกเงินลงทุนเองทั้งหมด”

จากสาขาย่อย 2 ที่สาธุประดิษฐ์ ก็เริ่มมีสาขา 3, 4 และ 5 ตามมา...

ธุรกิจไอศครีมของประเสริฐเติบโตด้วยดีมาได้ระยะหนึ่ง ก็ไม่อาจหลีกหนีวังวนของชีวิตธุรกิจ ซึ่งย่อมเป็นไปตาม “หลักไตรลักษณ์” ของธรรมชาติ...

นั่นคือ...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด

สาเหตุที่ร้านไอศครีมต้องปิดตัวเองทุกสาขา เพราะลูกค้าที่เคยมีเริ่มหดหาย ไอศครีมยี่ห้ออื่นเริ่มผุดพราย และตีตลาด เฆี่ยนไอศครีมของประเสริฐให้ซบเซา จนถึงต้องปิดกิจการลงในที่สุด

ประเสริฐเล่าถึงร้านไอศครีมด้วยความเสียดายอยู่ไม่น้อย โดยสังเกตจากท่าทีและอากัปกิริยา

ชีวิตช่วงนั้นเป็นช่วงขาลงของประเสริฐ

เหมือนเขากำลังตกอยู่ในห้องที่มีบานประตูถูกปิดตาย

แต่ตราบใดที่ชีวิตยังไม่สิ้น ยังคงมีลมหายใจอยู่เขาก็จำเป็นต้องหาลู่ทางและดำเนินชีวิตต่อไป

ด้วยอาศัยคติว่า... “สู้ๆ สู้ตาย”

อย่างไรก็ตาม...เขาก็มีสิ่งอื่นมาชดเชยความล้มเหลวของร้านไอศกรีม

ในปี พ.ศ.2524 นั่นเอง เป็นปีที่เขาได้ตกลงใจแต่งงานเป็นครั้งแรก และให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน คือน้องลูกปลา



น้องลูกปลาในสภาพยังเป็นทารกแบเบาะ



การสร้างครอบครัวในครั้งนั้นสอนเขาว่า “ทุกปัญหามีทางออก”

ครอบครัวทำให้ประเสริฐใช้ชีวิตแบบประเสริฐมากขึ้น

ระมัดระวังมากขึ้น

หาทางออกอย่างสันโดษ สุขุมคัมภีรภาพมากขึ้น

โดยมีภรรยาและลูกสาวเป็นหลักชัย





ภรรยาและน้องลูกปลาในปัจจุบัน



ประเสริฐเป็นคนช่างคิด เขามักมองหาประตูเข้าและประตูออกสำหรับตนเองเสมอ

คติธรรมจากการเป็นเถ้าแก่ร้านไอศครีมในครั้งนั้นคือ “ยุทธศาสตร์ในการขายปลีกนั้น---ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเจ้าของร้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด” แม้ตัวเองกินเหล้าย้อมใจ แต่ถ้าเจ้าของร้านคุยสนุก สร้างความคุ้นเคยให้บังเกิดแก่ลูกค้า ธุรกิจต่างๆ ย่อมดำเนินไปได้ด้วยดี

ประเสริฐเก็บความเสียใจและความผูกพันกับร้านไอศกรีมไว้ในใจของตนเองอย่างเงียบๆ เพียงลำพัง

การทำธุรกิจอะไรก็ตาม จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยเสริมมากมายหลายด้าน ธุรกิจนั้นจึงประสบความสำเร็จ

ถ้าไม่ฉลาดในการลงทุนอย่างรอบคอบ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปิดประตูซึ่งหวังว่าจะมีทางออก แต่ต้องตกใจเมื่อพบว่ายังมีประตูอีกบานหนึ่ง รออยู่หลังประตูก่อนหน้านั้น

ประเสริฐในยุคสร้างครอบครัวพยายามมองหาลู่ทางทำธุรกิจใหม่

เขาใช้วิธี “ตะลุย” และ “ขายสมอง” ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่อาศัยดวงชะตาหรือโชคลาภวาสนาเข้าหนุนส่งแต่เพียงอย่างเดียว...





ตัวอย่างเสื้อยืดสกรีนลายที่ประเสริฐทำขาย



ในที่สุด เมื่อเขาเล็งไปเล็งมาอยู่หลายตลบ เขาก็มองย้อนกลับไปที่ตลาดกิมหยง หาดใหญ่ ซึ่งเป็นบ่อทองบ่อใหญ่ที่ใครต่อใครมีสิทธิก้าวลงบ่อทองนั้น และลงมือตักทองได้ไม่รู้จบ

จากการสังเกตของเขา พบว่าชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาถึงหาดใหญ่ นอกจากซื้อของตามต้องการแล้ว ก็น่าจะซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง

ของที่ระลึกที่ประเสริฐคิดคือ เสื้อยืดแบบ T-shirt ที่ลงลวดลาย ซึ่งงดงามแปลกตาด้วยวิธีการทำสกรีน พร้อมกับมีข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่างๆ กำกับด้วย...

ตอนแรกของการลงทุน มีทีท่าว่าน่าจะดำเนินไปด้วยดี

“เกิดเหตุพลิกผันหรือครับ” ผู้สัมภาษณ์ถาม

“ใช่”

“เพราะอะไร”

“อาจเป็นเพราะเราลงทุนโดยใช้ต้นทุนสูง แต่ขายถูก กะว่าจะขายได้เยอะๆ ก็พอตู๊ๆ กันไปกับต้นทุน แล้วยังอ่อนโฆษณา ประชาสัมพันธ์”

“ไม่เป็นไปตามที่คิด”

“ใช่” ประเสริฐครุ่นคิดย้อนไปในอดีตอันน่าใจหายในช่วงนั้น

“ตอนแรกก็ขายดี ออร์เดอร์เยอะมาก”

“แล้ว...”

“ยอดขายก้อเริ่มนิ่ง...” ประเสริฐเล่าต่อ “ขายไม่ได้เอาเลย”

“ท้ายสุด ธุรกิจเสื้อยืดอันเป็นของที่ระลึกสำหรับชาวต่างชาติก็ต้องปิดตัวลงเงียบๆ ไม่สนุกเท่ากับช่วงขายไอศครีม” ประเสริฐทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกเสียดายยิ่ง...

Sunday, August 22, 2010

6.ดาวแดงเดือน

บทที่ 6 ดาวแดงเดือด


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



ประเทศไทยในยุคสมัยนั้นคือ ปี พ.ศ.2515-2524 นับว่ามีเหตุการณ์รุนแรงและล่อแหลมมากมาย

ในยุคนั้นคอมมูนิสต์เป็นพระเอก ทั้งชูโรงให้เกิดการเคลื่อนไหวไปทั่วโลก

ถ้าไม่มีระบบเสรีนิยมและประชาธิปไตย พร้อมด้วยระบบทุนนิยมเคลือบไว้ เชื่อแน่ว่า บัดนี้ ระบบการปกตรองส่วนใหญ่ของเกือบทุกประเทศบนโลก จะต้องเป็นคอมมูนิสต์ไปกันหมดแล้ว

ณ เวลาที่เป็นช่วงรอยต่อของความทุกข์ยากลำเค็ญในการดำรงชีพ ได้แผ่กระจายไปทุกหัวระแหง ประเทศที่เป็นหัวหอกของคอมมูนิสต์คือ จีนและรัสเซีย การเป็นคอมมูนิสต์และการหนีเข้าป่าในครั้งกระโน้นเป็นเรื่องธรรมดา พลเรือน นักศึกษาใครต่อใครก็ทำกัน ทุกคนเชิดชูบูชาคอมมูนิสต์ เนื่องเพราะเป็นลัทธิแห่งความเท่าเทียม

คอมมูนิสต์ชูข้อดีของระบบนี้ว่า “ทุกคนมีความเท่าเทียม เสมอภาคเท่ากันหมด”

การเกษตรก็เป็นระบบ “แบ่งปัน”

การกินอยู่หลับนอนก็เป็นระบบ “แบ่งปัน”

ที่ดินที่ใช้ทำกินก็ “แบ่งปัน”

ผิดกับสมัยนี้ที่ระบบนายทุนเฟื่องฟู คือ “ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า”... “มือใครยาวกว่า สาวได้สาวเอา”

คนรวยที่มีทรัพย์ศฤงคารมากมาย จึงบูชาระบบทุนนิยมนี้ยิ่งกว่าพระเจ้า





สัญลักษณ์ของคอมมูนิสต์





จีนและรัสเซีย รวมทั้งประเทศคอมมูนิสต์ต่างๆ ที่แวดล้อมไทย ทุกพื้นที่ ครอบคลุมด้วยสีแดงเดือดอันเป็นสัญลักษณ์ของคอมมูนิสต์ อีกนิดเดียวไทยก็จะเป็นคอมมูนิสต์อยู่แล้ว เรารอดได้ด้วยปาฏิหาริย์ของพระสยามเทวาธิราชที่ปกปักษ์รักษาไทยให้คงความเป็นไทยเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน



ในช่วงคอมมูนิสต์ และการนิยมเข้าป่า จีนเป็นประเทศแห่งดินแดนม่านไม้ไผ่ ขณะที่รัสเซียเป็นประเทศแห่งม่านเหล็ก สองประเทศร่วมมือกันและขยายแสนยานุภาพเข้าสู่ประเทศต่างๆ

รัสเซียเป็นหัวหอกเผยแพร่คอมมิวนิสต์สู่ฝั่งยุโรป

ขณะที่จีนเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์นี้สู่ฝั่งเอเชีย รวมถึงเวียดนามด้วย

ทุกประเทศในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกทั้งหมดถูกกลืนด้วยสีแดงของประเทศจีน ซึ่งเป็นไปตามทฤษฏีโดมิโนที่จีนได้วางแผนไว้

ยกเว้นไทยเพียงเจ้าเดียวที่ยังคงยืนหยัดได้ในรูปแบบการปกครองแบบเสรีนิยม ประชาธิปไตย แต่ยังคงมีกลิ่นอายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชผนึกติดอยู่นิดๆ ถ้าตอนนั้นไทยเป็นคอมมูนิสต์ ลัทธินี้ก็จะลามสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปาปัว นิวกินีทันที





สภาพการดำรงชีวิตของคนไทยในยุคนั้น



ความยากลำบาก และสภาวะข้าวยากหมากแพงในยุคนั้นเกิดขึ้นเพราะการเกิดสงครามในทุกส่วนของโลก ผนวกกับการปลูกฝังความเท่าเทียมของลัทธิคอมมูน ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ต้องประสบกับความแร้นแค้นยากลำบากมากยิ่งขึ้น

ประเสริฐ เพชรมุณีเองก็ไม่อาจหลีกหนีจากชะตากรรมในช่วงนั้นพ้น

เขาใช้ชีวิตในป่ายาวยานถึง 3 ปีเต็ม (พ.ศ.2519 - พ.ศ.2522)

ขณะนั้นโลกก็ยังคงหมุนไปอยู่ตามธรรมชาติของมัน

ในปี พ.ศ.2522 ประเสริฐกลับออกมาจากป่า

เขาพบว่าสภาพแวดล้อมทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เขาคิด

เพื่อนแต่ละคนเริ่มมีหน้าที่การงานในฐานะลูกจ้างที่ดี

เมื่อเขากลับเข้าสู่การเรียนในระบบมหาวิทยาลัย เขาพบว่าเพื่อนบางคนมีอาชีพเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ที่สำคัญเพื่อนคนนั้นมีโอกาสได้สอนเขาด้วย





สภาพห้องเรียนในยุค พ.ศ. 2522 - 2527



เขาแทบจะเป็นนักเรียนโข่งที่สุดในห้องเรียน

ประเสริฐจึงบอกกับตัวเองว่า...ถึงเวลาแล้วที่เขาจำเป็นต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว หมดเวลาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับดวงชะตาแล้ว

เขาต่างหากคือ “คนเหนือดวง”

ลัทธิคอมมูนิสต์ “ดาวแดงเดือด” สอนให้คนสู้คนโดยใช้ปืน ลูกกระสุน และความรุนแรงเป็นเครื่องตัดสิน

แต่ลัทธิทุนนิยมปลุกฝังให้สู้โดยการใช้ “สมอง”

ดังนั้น ประเสริฐ เพชรมุณี หลังจากออกจากป่า จึงรู้สึกสับสนในตนเองไม่มากก็น้อย

เขาสารภาพกับเราถึงตอนที่เห็นเพื่อนมาเป็นอาจารย์สอนเขาในตอนนั้นว่า “รู้สึกแย่มาก”... “เมื่อกลับออกมาจากป่าในระยะเวลานั้น ก็จะมีคนของรัฐบาลตามติด คอยประกบดูพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา”

ครั้งนั้น เขาได้ตัดสินใจว่า ความรู้ในระบบปริญญาบัตรอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถฉุดเขาขึ้นมาจากปลักโคลนตมได้

ประเสริฐจึงตัดสินใจลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกครั้งในคณะวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยการเทียบโอนหน่วยกิต





ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง



ระหว่างที่ประเสริฐศึกษาอยู่ที่รามคำแหง เขาสามารถบริหารเวลาได้ดี จึงมีโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดที่หาดใหญ่เป็นประจำ

เดินทางกลับทีไรก็มีคนฝากซื้อของเป็นประจำ อาทิ เนสกาแฟ ฟิลม์สีโกดัก ฟูจิ ผ้าปูที่นอนแคนนอน เพราะถ้าซื้อที่หาดใหญ่จะได้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าที่กรุงเทพ

เมื่อรับฝากซื้อมากๆ เข้า หลายต่อหลายเที่ยว

ประเสริฐจึง “ปิ๊ง” ไอเดีย คิดที่จะซื้อเพื่อนำมาขายแสวงหาผลกำไร





ตัวอย่างสินค้าที่ประเสริฐ นำมาขายในเวลานั้น



ประกายความคิดในช่วงนั้น ทำให้เขาสามารถ “ข้าค้าขายเป็น” อย่างในทุกวันนี้

แต่ทุกคนที่ลงมือทำงานอะไรก็ตาม ย่อมมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นตามมาเสมอ

ประเสริฐเองก็หนีไม่รอดจากชะตากรรมในรูปแบบนี้...

เขาเล่าให้เราฟังว่า... “ทุกครั้งที่เอาของมาขายโดยเดินทางกลับกรุงเทพด้วยรถไฟ จะมีเจ้าหน้าที่การรถไฟและกรมศุลกากรตรวจตราบ่อยและถี่ถ้วน ดังนั้นปริมาณของที่นำมาแต่ละครั้งจะนำมาได้ไม่มาก ถ้าเอามามากจะถูกเก็บภาษี สุดท้ายต้นทุนหาย กำไรหด ขาดทุนเห็นๆ...”

เขาเล่าไปยิ้มไปในแนวคิดใหม่ที่ผุดขึ้นมาในสมอง...

“ผมเลยเริ่มคิด และนำสินค้าแพ็คขาย และจัดส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์”





อาคารการสื่อสารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น



“การค้าขายแบบนี้ทำให้ประหยัดทั้งค่าเดินทาง และเวลา แต่แล้วออร์เดอร์ก็เพิ่มมากขึ้น จากนั้นการจัดส่งก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเงาตาม...นั่นเองเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์และศุลกากรเกิดความสงสัย...”

“ตอนหลังได้ส่งคนมาตรวจยึดของไปทั้งหมด”

ประเสริฐจึงวางมือจากการค้าขายในลักษณะนี้ไปเลยโดยสิ้นเชิง

ถึงแม้จะล้มเหลว แต่ประสบการณ์ในครั้งนั้นก็สอนให้ ประเสริฐกลายเป็นคนที่สามารถ “ค้าขายเป็น”

ตอนนั้น ถึงแม้ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย และล้มเหลวแล้วด้วย ประเสริฐก็ยังคงมองหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อทำให้เกิดเม็ดเงินอยู่เนืองๆ





แปลงที่ดินซึ่งเต็มไปด้วยสวนยาง ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา



รุ่งขึ้นในปี พ.ศ.2523 จนถึงช่วงปี 2524 ช่วงนั้นประเสริฐ เพชรมุณีมีอายุประมาณ 24 ปี เจริญวัยใกล้เบญจเพสทุกที เขาได้ขอเงินเตี่ยเพื่อลงทุนกับสวนยาง

นั่นเพราะเขาเกิดแนวคิดว่า... “สวนยางเป็นการลงทุนระยะยาวอย่างหนึ่ง เป็นการลงทุนแบบน้ำซึมบ่อทราย”

ในระยะแรกของการลงทุน สวนยางของทุกเกษตรกร เงินทุนทั้งหมดจะจมไปกับต้นยางและสวนยางนั้น

ถ้าผู้ลงทุนใจไม่แข็งพอ อีกทั้งยังไม่กล้าเสี่ยง การลงทุนกับสวนยางนั้นก็จะล้มเหลว ไม่มีการกลับคืนมาทั้งต้นทุนและผลกำไร

ตอนนั้นประเสริฐทุ่มทุนของพ่อสุดตัว โดยซื้อสวนยางที่อ่าวสัก จังหวัดกระบี่ เป็นสวนยางขนาดกว้างใหญ่ คิดเป็นพื้นที่ราว 420 ไร่ เป็นมูลค่า ณ สมัยนั้นประมาณ 4 แสน 2 หมื่นบาท

ชายหนุ่มจัดจ้างคนงานทำการกรีดยาง ได้ผลกำไรผ่านมือมามากพอสมควร

ครั้งนั้น...เป็นครั้งแรกของคุณประเสริฐ เพชรมุณีในบทบาทของการเป็น “เกษตรกร”

5.ฟ้าสีทองผ่องอำไพ

บทที่ 5 ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



“ดอกไม้...ดอกไม้จะบาน

บริสุทธิ์ กล้าหาญ จะบานในใจ...”

นี่คือบทกลอนเริ่มต้นปฐมบทของการแสวงหาในยุคนั้นของจิรนันท์ พิตรปรีชา

เป็นบทกวีที่ตัดมาเพียงสั้นๆ แต่สามารถเน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทของนักศึกษาในยุคนั้นได้เป็นอย่างดียิ่ง

เด็กสมัยใหม่ รวมไปถึงนักเรียน นักศึกษาสมัยนี้ (พ.ศ.2552) ไม่เข้าใจถึงคำว่า “คอมมูนิสต์” หรอก

คอมมูนิด คอมมูหน่อยที่คนยุค 14 ตุลา เรียกร้อง บัดนี้หายสาบสูญไปจากสังคมโลกเกือบหมดแล้ว

สังคมโลกสมัยใหม่ถูกแทนที่ด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่แฝงเร้นตัวมาอยู่ในคราบ “ทุนนิยม” เต็มรูปแบบ

“เงินทองเป็นมายา

ข้าวปลาสิของจริง”

ทุกวันนี้ ประเสริฐ เพชรมุณีโฟกัสตัวเองไปที่ข้าวปลาอาหาร ซึ่งลู่ทางที่เขาเจอสามารถถ่ายโอนเป็นเงินทองได้มหาศาล เขาจึงมีครบทั้งเงินทองและข้าวปลา

เมื่อย้อนไปสู่ยุคแสวงหาในสมัยนั้น ก็นับว่าประเสริฐมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา โดยจับพลัดจับผลู---จำยอมแบบตั้งใจอยู่เล็กๆ





การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย





การจลาจล



ผู้คนในยุคนั้น ช่วง พ.ศ.2516 - 2519 คล้ายกับโดน “ล้างสมอง” ให้มีวิธีคิดไหลรวมกันไปในทิศทางเดียว ซึ่งก่อให้เกิดการรวมพลังของประชาชน พลเรือน และนักศึกษาอย่างเป็นปึกแผ่นและล้นหลาม

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 หรือวันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทยจำนวนมากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้อง “รัฐธรรมนูญ” จากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอม กิตติขจรได้ทำการรัฐประหารตัวเอง นักศึกษาส่วนใหญ่มีมุมมองว่าจอมพลถนอมพยายามสืบทอดอำนาจตัวเองจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ไฟฟอนเปลวเล็กๆ ที่เกิดจากการขยายตัวของทุจริตคอร์รัปชัน สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ประชาชน





นักศึกษารวมตัวและเดินเผชิญหน้ากับฝ่ายทหาร





จอมพลถนอม กิตติขจร





การใช้กำลังทหารปราบปรามผู้เข้าร่วมชุมนุม



วันที่ 6 ตุลาคม 2516 มีคณะบุคคลร่วมลงชื่อกว่า 100 คน จากหลากหลายอาชีพ หลายวงการ อาทิ นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักการเมือง นักศึกษา โดยเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีนักศึกษาชื่อธีรยุทธ บุญมีเป็นหัวหอกนำเพื่อนนักศึกษาเดินแจกใบปลิว เรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ





นายธีรยุทธ บุญมี ในสมัยเป็นนักศึกษา (ใส่แว่นขอบดำ)



เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงได้บานปลายใหญ่โตขึ้นทุกที จนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 โดยมีแกนนำนักศึกษาได้เข้าพบและเจรจากับรัฐบาล แต่อุปสรรคทางด้านการสื่อสารในสมัยนั้นยังไม่พัฒนาดีพอ จึงเกิดสภาวะ “พูดกันไม่รู้เรื่อง”

รุ่งขึ้น เช้าตรู่วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารกับประชาชนอย่างรุนแรง จนลุกลามกลายเป็นจลาจล





ภาพการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย



ทหารใช้ลูกปืนเป็นเครื่องมือในการสลายกำลัง

เหตุการณ์ดำเนินต่อไป จนค่อยสงบลงเมื่อมีประกาศแถลงการณ์ว่า จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจรได้ลี้ภัยออกนอกประเทศแล้ว

ยุคนั้นมีนักศึกษาหนีเข้าไปกบดานในป่าจำนวนมาก และมีวลีติดปากอยู่วลีหนึ่งว่า... “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ”

หากกระนั้น เหตุการณ์ต่างๆ ในประเทศไทย ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงด้วยดี ยังคงมีการเดินขบวนเรียกร้องของนักศึกษาและประชาชนทั่วทุกหัวระแหง แม้ต่อมาจะมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่

แต่รัฐบาลดังกล่าวก็ไม่มีความมั่นคง และเสถียรภาพที่แข็งแกร่งพอจะแก้ไขสถานการณ์ได้

เหตุการณ์ความวุ่นวายต่อเนื่องสร้างเหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519





















ภาพของนายประเสริฐ เพชรมุณีในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม



ประเสริฐเป็นคนรุ่นเดียวกับวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือมด ผู้ซึ่งเคยมีบทบาทสมัยเมื่อเป็นนักศึกษาอย่างมากในการเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทำกิจกรรมเข้าร่วมการเรียกร้องประชาธิปไตย

ในสมัยรัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชในช่วงปี พ.ศ.2519 มีความพยายามติดต่อเพื่อขอกลับประเทศไทยของจอมพลประภาส จารุเสถียร ในวันที่ 15 สิงหาคม 2519 และการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจรเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2519 หลังจากที่คนทั้งสองได้เดินทางออกนอกประเทศหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม

เมื่อกงล้อของเวลาเคลื่อนคล้อยเข้าสู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มที่รัฐบาลให้การสนับสนุนได้เข้าไปล้อมจับกุมและสังหารนักศึกษา ประชาชนที่ถูกกักบริเวณในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ในปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นมีการชุมนุมประท้วงขับไล่ให้จอมพลถนอม กิตติขจรออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์ที่ต้องการข่มขวัญ ทำลายล้างนักศึกษาอย่างรุนแรง โดยกลุ่มของตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจและกลุ่มนวพลกับกลุ่มกระทิงแดง การปะทุของเหตุการณ์ 6 ตุลา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตและพลัดหลงสูญหายเป็นจำนวนมาก





ศพของผู้เสียชีวิตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





ในปี พ.ศ. 2519 แม้จะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายอย่างยิ่งยวดในสภาพแวดล้อมรอบด้านของประเสริฐ แต่ด้วยความใฝ่รู้ของประเสริฐ เขาจึงได้มีความพยายามสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาเลือกสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเลือกเพียงอันดับเดียว

ผลปรากฏว่าเขาสามารถสอบผ่านในครั้งนี้

แต่จะด้วยดวงชะตา หรือเคราะห์กรรม หรือปัจจัยใดก็ไม่อาจทราบได้ ปรากฏว่า ประเสริฐได้คิดไตร่ตรอง และตัดสินใจหันหลังจากเมืองกรุง เดินทางเข้าป่าเพื่อลัทธิคอมมูนิสต์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519 ณ ฝืนป่านาทวี

ที่นั่น...ประเสริฐใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสงัดของธรรมชาติและป่าเขาลำเนาไพร

สิ่งตอบแทนที่ประเสริฐได้รับจากการปลีกวิเวกในป่าครั้งนั้น คือความสุขสงบของจิตใจที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิต

ความสงบในครั้งนั้นไม่เหมือนกับความสงบที่เคยอ่านผ่านมาจากหนังสือเกี่ยวกับป่าหลายๆ เล่มก่อนหน้า

ในป่าอันแสนสงัด ให้ “อะไร” กับประเสริฐมากไปกว่านั้น





ป่าดงดิบรกชัฏ ที่แวดล้อมไปด้วยความสงบและสงัดเงียบ



นี่เป็นการกลับเข้าป่าครั้งที่ 2...

แล้วเหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...

ประเสริฐ เพชรมุณีได้ตริตรอง รวมทั้งใคร่ครวญนึกถึงเรื่องราวแต่หนหลัง ในช่วงเข้าป่าครั้งที่ 2 แล้วจึงเล่าอย่างเนิบช้าว่า...

“ในคราวนั้น ผมกลับเข้าป่าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยมีประสบการณ์เข้าป่ามาแล้วหนึ่งครั้ง ครั้งสองนี้เหมือนหนีตาย ไม่ได้เข้าคนเดียว ไปกับกลุ่มเพื่อนร่วมชะตากรรมเยอะแยะมากมาย มีความจำเป็นประการหนึ่งหลังจากลาดตระเวนเสร็จสรรพแล้ว ผมต้องกลับมาทำธุระในเมือง ต้องแต่งชุดขาว รวมถึงไม่สามารถพกปืนยาวได้ ในป่าผมมีปืนยาวเป็นอาวุธประจำตัว ดังนั้นต้องขอแลกปืนกับเพื่อนที่พกปืนสั้นก่อนออกจากในป่า เมื่อลองเหนี่ยวไก ซ้อมมือ ผลปรากฏว่า ผมทำกระสุนปืนลั่น เฉี่ยวไปที่หลังหัวหน้าหน่วยกองรบที่ผมสังกัดอยู่ แต่...เดชะบุญ เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ มีแต่แผลเฉี่ยวและถลอกนิดหน่อย...”

ประเสริฐหยุดเล่าครู่หนึ่ง ใบหน้าและดวงตาของเขาในยามนี้มีแววทุกข์ทนหม่นหมองปะปนจนเห็นได้ชัดเจน...

“ตอนนั้นหน่วยที่ผมสังกัด เริ่มเกิดความระแวง ระคนเคลือบแคลงใจ เข้าหน้ากันไม่ติด...อีกต่อไป”

ชีวิตในป่าของประเสริฐ ไม่มีความสุขนัก เขาดำรงชีพต่อไปอย่างแกนๆ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2522 เขาก็ตัดสินใจละป่ากลับเข้าเมือง---ซึ่งในปีนั้นเองที่ชีวิตของประเสริฐถึงคราวพลิกผันอีกครั้งหนึ่ง...

Saturday, August 21, 2010

4.แววหนุนส่ง

บทที่ 4 แวว “หนุน” ส่ง


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



ถ้าเรื่องของ “แวว” เป็นความจริง

ก็นับว่า ชีวิตดุจเรื่องผจญภัยของประเสริฐ เพชรมุณีนี้ย่อมได้รับการถ่ายทอดผ่านทาง “สายโลหิต” ไม่มากก็น้อย

ประเสริฐสืบทอดการดิ้นรน---ต่อสู้ชีวิตมาจากอาผ่อนี้เอง

นั่นเพราะ “รหัสพันธุกรรม” ของอาผ่อ ปะปนอยู่ในเลือดนักสู้ของประเสิรฐไม่เสื่อมคลาย

เพราะพันธุกรรม แปลว่า กรรมอันเกิดจากสายพันธุ์ และสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ดังความจริงทางวิทยาศาสตร์ในโลกปัจจุบัน





สายดีเอ็นเออันสลับซับซ้อนเป็นรูปขั้นบันไดเกลียวคู่ (Double Helix)



เมื่ออาผ่อถูกโกงเพราะเหตุการณ์นั้นเองสอนให้อาผ่อซาบซึ้งใจดีว่า “เงินทองเป็นของบาดใจ”

ลองต้องมีการแย่งชิง ไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่งต้องเสียเลือดเสียเนื้อเสมอทุกครั้งไป

ประเสริฐเองก็เรียนรู้เรื่อง “คุณค่าของเงิน” มาจากอาผ่อไม่มากก็น้อย

ความร่ำรวยของประเสริฐ เพชรมุณีในปัจจุบัน มิใช่การคาบช้อนเงินทองมาแต่กำเนิด แต่เป็นเพราะการแสวงหาช่องทางของตนเอง โดยอาศัยประสบการณ์ในอดีตทั้งหลายทั้งปวงเป็นตัวช่วย อีกทั้งยังต้องมี “คนหนุน” ในเบื้องหลังการถ่ายทำอีกต่างหาก

เรื่องอาม่าโดนโกงนี้ เป็นเรื่องที่ติดตาติดใจประเสริฐไม่เสื่อมคลาย

มันเป็นเรื่องโบราณระหว่างบรรพชนกับบรรพชน ซึ่งคุณประเสริฐเองก็มองว่าเป็นเรื่องอดีตกาล ระหว่างคนรุ่นนั้นกับคนรุ่นเดียวกัน

เขาไม่เคยผูกใจเจ็บ

ไม่เคยคิดจะไป “ทวงหนี้” ค่าที่ดินก้อนนั้นคืนมา

เรื่องนั้นได้ผ่านไปแล้ว

ถึงคิดจะ “ทวง”

แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะทวงได้สำเร็จ

คงเป็นดวงชะตาของอาม่าเอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สูญหนี้ก้อนนั้นไป





บรรยากาศร้านกาแฟยุคใหม่ในตลาดกิมหยง



อาม่าหรืออาผ่อ ถือเป็นไอดอล (Idol) ของประเสริฐ

ทุกครั้งที่เล่าถึง อาผ่อ ประเสริฐจะลืมตัวทำตาเป็นประกายแวววาว...

เขาเล่าเรื่องของอาม่าต่อไปอีกว่า...

“อาม่าเป็นคนไม่รู้หนังสือ ทำมาหากินไปตามประสาที่หาดใหญ่หลังจากอากงตาย อาม่าก็สู้ชีวิตพร้อมลูกสาว 2 คนที่หาดใหญ่นั่นเอง...

อากงสั่งเสียอาม่าไว้ว่า...

“ถ้าอั๊วตายไปแล้วมีปัญหา ให้ลื้อไปปรึกษากับเถ้าแก่ชีกิมหยง เขาเป็นคนกวางตุ้งเหมือนกัน ไปขอพึ่งพาอาศัยเขาได้ เขาเป็นคหบดีใหญ่ที่ตลาดหาดใหญ่...

ซึ่งตอนหลังอาม่าก็บากหน้าไปพึ่งเขาจริงๆ

ตลาดกิมหยงเป็นตลาดสำคัญแห่งหนึ่งในสงขลา มีสถานที่ตั้งอยู่ในใจกลางนครหาดใหญ่ ถนนศุภสารรังสรรค์ มีอายุ 50 ปี ปัจจุบันดำเนินกิจการในรูปบริษัท ผู้ถือหุ้นคือพ่อค้าแม่ขายในตลาดนั้นเอง บริหารจัดการโดยบริษัทหาดใหญ่สหนำแสงจำกัด และบริษัทหาดใหญ่สหนานยงจำกัด โดยได้ซื้อกิจการมาจากกองมรดกชีกิมหยงตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 ชีกิมหยงผู้นี้คือคหบดีคนที่อากงของประเสริฐอ้างถึงนั่นเอง

















อากงและอาม่าของประเสริฐ

















เถ้าแก่ชีกิมหง



บรรยากาศตลาดหาดใหญ่



ชีกิมหยงมอบหมายงานให้อาม่าของประเสริฐเป็นแม่บ้าน คอยปัดกวาดเช็ดถูและดูแลบ้านให้เขา...

“...เพราะบ้านเค้าหลังใหญ่มาก เบ้อเร่อ เบ้อร่ายังกับวัง ต้องอาศัยคนดูแลเยอะ”

คุณประเสริฐเล่าถึงอาผ่อของเขาเองด้วยความคารวะรำลึกถึง ดวงหน้าเปี่ยมสุข และฉายแววเป็นประกาย

สำหรับอดีตของอาม่าเป็นเรื่องสนุกสนาน ท้าทายสำหรับเขาเสมอ เรื่องราวของเขาแต่หนหลังของอาผ่อ เป็นแรงหนุนส่งให้เขาได้มายืน ณ จุดนี้ อย่างในปัจจุบันนี้ ประเสริฐมั่นในว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ...

“ผมคิดว่า...ผมมีเลือดนักสู้มาจากอาผ่อนี้เอง”





ไพ่นกกระจอก กบดำกบแดง



“อาม่าของผมรับหน้าที่เลี้ยงลูกให้กับเถ้าแก่คนนั้นอยู่ได้พักใหญ่ สักพักหนึ่งอาม่าก็เกิดปิ๊งไอเดียบางอย่างขึ้นมาว่า...ถ้าเรายังอยู่กับเถ้าแก่ต่อไปลูกสาวของเราทั้งสองคน ก็คือแม่ผมกับอาอี๊ก็ต้องไปเลี้ยงลูกให้เขาอีก จมปลักดักดานอยู่กับการเป็นคนรับใช้ ไปไหนไม่รอด รวมถึงการดูแลเก็บกวาดทุกอย่างภายในบ้านเถ้าแก่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อาม่าคิดและบอกตัวเองว่า เราต้องการอิสระและเสรีภาพ รุ่นลูก รุ่นหลานจะได้อยู่ดีกินดีมากกว่าเดิม ไม่ใช่ดักดานเป็นคนรับใช้อยู่อย่างนี้...”

“อาม่าจึงมีความคิดอยากทำมาค้าขาย แต่ติดอยู่ตรงที่ว่า แกนับตัวเลขไม่เป็น ไม่รู้จะนับยังไง แต่สงสัยดวงดี เพราะมีคนหนุนส่ง ช่วยเหลืออาม่าโดยการสอนเล่นไพ่ทั้งป๊อกเด้ง กับกบดำกบแดง อาม่าก็เลยติดใจ ตอนหลังแกเลยนับเลขเก่ง แถมยังเล่นไพ่เก่งอีกด้วย...คนสมัยนั้นบวก ลบ เลขโดยการดีดลูกคิด...”

ลูกคิดรางแก้ว…



ภาพเปรียบเทียบระหว่างลูกคิด (ซ้าย) เครื่องคิดเลข (กลาง) และคอมพิวเตอร์ (ขวา) ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ไม่รู้ว่าในอนาคต เครื่องคำนวณจะมีหน้าตาแตกต่างจากในอดีตและปัจจุบันมากน้อยเพียงไร...



“แล้วอาม่าของผม ก็เลยติดไพ่แทนการค้าขาย เพราะการเล่นไพ่กบดำ กบแดงอะไรทำนองนี้มันต้องมีการประกบกัน อีกทั้งยังต้องชำนาญการบวกลบเลขเก่งพอสมควร แต่แทนที่จะค้าขาย อาม่าเลยมั่วอยู่กับการเล่นไพ่ กลายเป็นติดไพ่แทน...ตอนแรกคิดเรียนบวกเลขเพื่อค้าขาย พอติดไพ่จึงลืมความตั้งใจเดิมจนหมดสิ้น ตามประสาคนแก่...”

“ตามประสาคนแก่” คุณประเสริฐเน้น “คนแก่มีเวลาว่างเหลือเยอะ”

“ตอนนั้นอาม่ารับจ๊อบโดยการทำขนมครกขาย มีเงินเท่าไหร่อาม่าเสียไปกับการเล่นไพ่นกกระจอก กับกบดำกบแดงจนหมด”



ภาพคนแก่กับการพนัน ในบ่อนการพนันแห่งหนึ่ง

ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน



“ถือว่าอาม่าเปิดร้ายขายขนมครกสำเร็จ โดยได้ไพ่มาเป็นของแถม” คุณประเสริฐเล่าไปหัวเราะไปด้วยน้ำเสียงสนุกสนานและเป็นกันเอง

เขาไม่ถือว่าเป็นเรื่องน่าอายจริงจังต้องปกปิด

แต่...เป็นวีรกรรมอย่างหนึ่งของอาม่า

เป็นเรื่องการผจญภัยของคนจีนโพ้นทะเลในไทย ในช่วงเวลานั้น...

คุณประเสริฐเล่าให้ฟังต่อไปว่า...

“ไปๆ มาๆ ตอนนั้นอาม่าก็เลยขายขนมครกไม่สำเร็จ ซึ่งแม่ของผมกับอาอี๊เริ่มโตเป็นสาวสะพรั่ง จำเป็นต้องประกอบอาชีพขายขนมครกแทนอาม่า แถมยังมีคนมาสอนเพาะถั่วงอกลงบนแปลงดินในที่พัก พี่น้องสองคนก็เห็นดีเห็นงาม เพาะจนถั่ว “งอก” แล้วก็เอาไปขายที่ตลาด อาม่าเลยหันมาสนใจเพาะถั่วงอกแทนการเล่นไพ่...อาม่าเพลิดเพลินกับการเพาะถั่วงอกมาก จนลืมเรื่องราวของไพ่จนเสียสนิทใจ...”

“ขืนยังเล่นไพ่ ขายขนมครกได้เท่าไหร่ไปลงที่ไพ่จนหมดจนสิ้น นี่เป็นส่วนของรากเหง้า กว่าจะมาเป็นคนรุ่นผม คนรุ่นลูกผม หลานผม ต้นตระกูลเคยลำบากมากมาก่อน...”

“ถ้าจะว่าไปอาม่าถือว่าเป็น Idol ได้ไหม”

“ผมก็คิดว่าอย่างนั้น อาม่าเป็นต้นแบบที่ดีของผม---ยกเว้นเรื่องเล่นไพ่...” คุณประเสริฐหยอดทิ้งท้าย ด้วยสายตาเป็นประกายแจ่มจรัส...