Powered By Blogger

Tuesday, August 17, 2010

1.บทนำ

ชีวิตของนักธุรกิจหนุ่มผู้เติบโตและมั่งคั่ง

จากการต่อสู้ดิ้นรนในเวียดนาม

ประเทศที่คนไทยยังสงสัย



วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์

ผู้เรียบเรียง

สุวิทย์ เอกจรูญสุโชติ

ผู้รวบรวม



บทนำ


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



ณ ริมขอบฟ้า

สูงขึ้นไปอีก...แสงเหลืองทองจากดวงตะวันเคลือบฉายขอบฟ้าด้วยสีเหลืองทองละม้ายทองคำเปลว เมฆใหญ่ลอยต่ำลงมาทุกที ดุจดังสำลีหรือปุยฝ้ายก้อนมโหฬารถูกย้อมด้วยสีเงินแพรวพราว ปลายเมฆทิ้งตัวเป็นใย แลดูเกือบเรี่ยผิวน้ำ ทะเลเรียบ แต่ผิวคลื่นปรากฏเป็นแถบ ฟ้าเรืองรองตัดกับหลากสีสรรพ์ของรุ้งกินน้ำสายนั้น เรือใบสองลำลอยตัวตามจังหวะคลื่นละม้ายนางนวลซึ่งหยิ่งและเนิบนาบยิ่งนัก...

จะมีใครบนโลกนี้ สักกี่คนที่สามารถกระโดดก้าวข้ามนานาอุปสรรคจากเขตขัณฑ์พัทธสีมาของการเป็นลูกจ้างผู้ใช้แรงงาน ขยับขับเคลื่อนมาเป็นนายจ้าง ผู้ประกอบการซึ่งถือว่าเป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งสามารถโบกมืออำลาโลกของลูกจ้างสู่ความเป็นมหาเศรษฐีได้อย่างทระนงและงามสง่า ราวกับปุยเมฆขาวก้อนนั้น

หลักสูตรทั้งหลายในเมืองไทยมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้บัณฑิตทั้งหลาย ก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

บัณฑิตน้อยนักในเมืองไทยมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้ตนเองสู่การริเริ่ม ค้นคว้า สิ่งแปลกใหม่ และผลักดันให้ตนเองสามารถก้าวล่วงสู่การเป็นผู้ประกอบการได้อย่างกล้าหาญภาคภูมิ

ประเสริฐ เพชรมุณี คือหนึ่งในผู้กล้าที่สามารถข้ามทะเลขี้ผึ้ง และคว้าชัยชนะจนประสบความสำเร็จได้อย่างน่ายินดี

เขาโบกมืออำลาชีวิตลูกจ้างอย่างสง่างาม

ตามเรามา...

เราจะนำพาคุณร่วมเดินทางเพื่อแกะลายฝัน ณ ริมขอบฟ้าตามประเสริฐ เพชรมุณี ผู้ซึ่งจะชักชวนคุณก้าวข้าม และล่าฝัน ในโลกแห่งความเป็นจริง

ได้ ณ บัดนี้...



แกะลายฝัน ณ ริมขอบฟ้าของประเสริฐ เพชรมุณี

บทที่ 1 วันแรกของเด็กชายประเสริฐ เพชรมุณีบนโลกใบนี้

โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์





โรงหนังหาดใหญ่เมื่อ 40 ปีก่อน



ไม่มีใครเกิดมาแล้วเป็นเลย เก่งเลย

นี่คือ สัจธรรมในการอยู่รอด และมีชีวิตในสังคมอย่างงามสง่า สัจธรรมนี้สอนว่า เกิดเป็นคนแล้ว...ต้องต่อสู้ถึงจะอยู่รอด

โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนี้

ทุกอย่างรอบตัวเรา เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สังคมมนุษย์ทุกวันนี้...ผู้ชนะเท่านั้นจึงจะอยู่รอด ผู้แพ้ไม่อาจยืนหยัดในสังคมได้อย่างหน้าชื่นตาบาน

สังคมมนุษย์ในโลกแห่งความจริง เป็นสังคมของการแข่งขัน แต่ถ้าเราติดอยู่ใน “กับดัก” นี้ เราก็ไม่สามารถล่าฝันได้สำเร็จ

กับดักที่ว่ามีวัฎจักรที่ซ้ำซากวนไปเวียนมา ดังนี้



เจริญเติบโต



เกิด เรียนหนังสือ

ตาย เป็นโรค แก่

ทำงานกับมีลูก ต้องเข้ามหาวิทยาลัย



ผู้คนส่วนใหญ่ หลงวนเวียนอยู่ในวัฎจักรอันแสนน่าเบื่อนี้ โดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ลืมไปว่า พวกเราต่างเวียนว่ายอยู่ในโลกสมมติทั้งสิ้น





ภาพหาดใหญ่สมัยก่อน



ใครหลายคนเคยพูดว่า “เด็กซน คือเด็กฉลาด”

เด็กชายประเสริฐ เพชรมุณีก็เหมือนเด็กฉลาดทั่วไป คือ ซุกซน และมีสิ่งที่แฝงมาคือความเป็นคนช่างคิด

ชีวิตของเขา---เป็นสิ่งที่น่าศึกษา...จดจำเป็นอุทาหรณ์

จากคนที่เคยมีเงินเดือนกิน อยู่มาวันหนึ่ง ที่มาของรายได้ที่เป็น ‘เงินเดือน’ ก็หมดไป

เขาต้องเริ่มตั้งต้นใหม่จากศูนย์

จนบัดนี้มีเงินสดและเงินหมุนเวียนผ่านมือวันละสิบๆ ล้าน จนถึงร้อยล้านพันล้านบาท

ที่สำคัญคือ เขาไม่ได้ริเริ่มการเป็นนักธุรกิจในเมืองไทย

แต่เขาไปตั้งรกรากในประเทศเวียดนาม

เขารวยและเติบโตในช่วง 17 ปีหลังของชีวิตในเวียดนาม

จากปากคำของเขา...ดูท่าแล้วว่า เขาจะรวยขึ้น เจริญขึ้นทุกที...ทุกที...

ไม่มีที่สิ้นสุด

และท่าทางจะไม่สิ้นสุดง่ายๆ





บรรยากาศการค้าขายโดยรวมในเวียดนาม



เวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทยและอยู่ใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังเป็นคู่ค้าและคู่แข่งสำคัญของไทยในย่านเอเชียแปซิฟิก

จริงหรือที่ว่า เวียดนามกำลังจะวิ่งแซงหน้าไทย---คนไทยส่วนใหญ่มักพูดถึงเวียดนามทำนองนี้

หนังสือเล่มนี้สามารถบอกเล่ารายละเอียดได้เป็นอย่างดี โดยศึกษาจากชีวิตในโลกธุรกิจของประเสริฐ เพชรมุณีควบคู่กันไป เพราะคนอ่านต้องอยากรู้แน่ว่า เขามีเคล็ดลับอย่างไร จึงสามารถร่ำรวยได้จากการประกอบธุรกิจในประเทศเวียดนาม





แผนที่แสดงตำแหน่งที่ตั้งระหว่างไทยกับเวียดนาม



ชีวิตของเด็กชายประเสริฐ ถ้ากางออกมาจะเหมือนแผนที่ลายแทงที่สับสน วุ่นวายเป็นอันมาก

เขาไม่ได้เริ่มต้นจากตระกูลร่ำรวย คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดเหมือนกับเศรษฐีจากตระกูลโด่งดัง ที่ส่วนใหญ่ร่ำรวยมาจากกองมรดก ซึ่งเรามักผ่านตาจากข่าวหนังสือพิมพ์รายวัน หรือโทรทัศน์ วิทยุ

เราลองมาดูลายสลักของเด็กชายประเสริฐว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง?!!

รับรองว่า...ชีวิตจริงของเขาโลดโผนเข้มข้น ไม่แพ้ชีวิตของตัวละครในนิยายอย่างแน่นอน





บรรยากาศเก่าอันคึกคักของหาดใหญ่ จ.สงขลา



ถ้าให้เขียนโปรยชีวิตของเด็กชายประเสริฐ ก็จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ว่า---“จากเด็กชายชาวหาดใหญ่ ผ่านการหลบหนีเข้าป่าในยุคคอมมูนิสต์นิยม (communism) สู่การล้มหมอนนอนเสื่อด้วยโรคติดเหล้าอย่างรุนแรง (alcoholism) อีกทั้งยังเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง (อุทกภัย) จนเหลือเพียงกางเกงในตัวเดียว

น่าพิศวง เขาก้าวล่วงเข้าสู่วังวนของธุรกิจพันล้านได้ด้วยเหตุใด...

เด็กชายประเสริฐ เริ่มต้นลืมตาดูโลกในวันแรกเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2500 ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา





ภาพย้อนอดีตที่หาดใหญ่ จ.สงขลา



ถือกำเนิดโดยเป็นบุตรชายคนโตสุดในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน โดยเป็นชาย 5 คน เป็นหญิง 3 คน นับถือศาสนาพุทธกันทั้งบ้าน

ครอบครัวเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน โดยทางฝ่ายบิดาเป็นชาวจีนเชื้อสายแต้จิ๋ว แต่ทางมารดาเป็นจีนกวางตุ้ง











สาแหรกคร่าวๆ ของสกุลเพชรมุณี



ฐานะทางบ้านถือว่าปานกลางค่อนไปทางดี ธุรกิจเลี้ยงชีพในเบื้องต้นของทางบ้านคือ เปิดร้านขายเสื้อผ้าในตลาดหาดใหญ่

ที่อยู่อาศัยเป็นบ้านหลังใหญ่สองชั้น ในอดีตถือว่าโอ่อ่า สมฐานะ

เนื่องจากเป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวจึงต้องตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อเปิดร้านและนอนหลังสุดเพื่อปิดร้าน

ทุกอย่างในครอบครัวได้รับการสั่งสมและซึมซับ ถ่ายทอดเข้าสู่เด็กชายประเสริฐด้วยลีลาและจังหวะของธรรมชาติ





ร้านรวงต่างๆ ในหาดใหญ่



บิดาของเด็กชายประเสริฐนับว่าเป็นคนมีระเบียบวินัยสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความตรงต่อเวลา

ในบ้านของเขามีกฎเหล็กว่า “ลูกๆ ทุกคนในครอบครัวจะต้องกลับบ้านให้ทันเวลาสามทุ่มครึ่ง ไม่ว่าจะไปเถลไถลที่ไหนๆ ก็ตาม” ถ้ากลับมาดึกดื่นหลังเวลา 21.30 น. ต้องแสวงหาที่นอนเอาเอง

เพราะพ่อของเขาถือว่าระเบียบวินัยเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆ อีกมากมาย

ลูกผู้หญิงถึงกับได้รับการปลูกฝังว่า...

“เกิดเป็นหญิง

อย่ารินอนตื่นสาย

ตลาดจะวาย

ผู้ชายจะหมด...”

ด้วยเหตุนี้เองประเสริฐ เพชรมุณีจึงติดนิสัยในความเป็นคนรับผิดชอบและตรงต่อเวลามาก จวบจนถึงปัจจุบัน...

วันแรกที่ลืมตาดูโลกของประเสริฐ เพชรมุณีจึงถือว่ามีต้นทุนดีพอใช้ ฐานะปานกลาง ทำให้เขามีนิสัยประหยัดและละเอียดอ่อนถี่ถ้วน นับแต่เด็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่

อาม่าคือคนที่เขาสนิทสนมด้วยมากที่สุดในช่วงวัยเยาว์ เขาเรียนหนังสือที่หาดใหญ่ จวบจนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วจึงขึ้นมาตามหาฝันที่กรุงเทพ...ในเวลาต่อมา...

No comments:

Post a Comment