Powered By Blogger

Sunday, August 22, 2010

5.ฟ้าสีทองผ่องอำไพ

บทที่ 5 ฟ้าสีทอง ผ่องอำไพ


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



“ดอกไม้...ดอกไม้จะบาน

บริสุทธิ์ กล้าหาญ จะบานในใจ...”

นี่คือบทกลอนเริ่มต้นปฐมบทของการแสวงหาในยุคนั้นของจิรนันท์ พิตรปรีชา

เป็นบทกวีที่ตัดมาเพียงสั้นๆ แต่สามารถเน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทของนักศึกษาในยุคนั้นได้เป็นอย่างดียิ่ง

เด็กสมัยใหม่ รวมไปถึงนักเรียน นักศึกษาสมัยนี้ (พ.ศ.2552) ไม่เข้าใจถึงคำว่า “คอมมูนิสต์” หรอก

คอมมูนิด คอมมูหน่อยที่คนยุค 14 ตุลา เรียกร้อง บัดนี้หายสาบสูญไปจากสังคมโลกเกือบหมดแล้ว

สังคมโลกสมัยใหม่ถูกแทนที่ด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่แฝงเร้นตัวมาอยู่ในคราบ “ทุนนิยม” เต็มรูปแบบ

“เงินทองเป็นมายา

ข้าวปลาสิของจริง”

ทุกวันนี้ ประเสริฐ เพชรมุณีโฟกัสตัวเองไปที่ข้าวปลาอาหาร ซึ่งลู่ทางที่เขาเจอสามารถถ่ายโอนเป็นเงินทองได้มหาศาล เขาจึงมีครบทั้งเงินทองและข้าวปลา

เมื่อย้อนไปสู่ยุคแสวงหาในสมัยนั้น ก็นับว่าประเสริฐมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา โดยจับพลัดจับผลู---จำยอมแบบตั้งใจอยู่เล็กๆ





การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย





การจลาจล



ผู้คนในยุคนั้น ช่วง พ.ศ.2516 - 2519 คล้ายกับโดน “ล้างสมอง” ให้มีวิธีคิดไหลรวมกันไปในทิศทางเดียว ซึ่งก่อให้เกิดการรวมพลังของประชาชน พลเรือน และนักศึกษาอย่างเป็นปึกแผ่นและล้นหลาม

วันที่ 14 ตุลาคม 2516 หรือวันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทยจำนวนมากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้อง “รัฐธรรมนูญ” จากรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 จอมพลถนอม กิตติขจรได้ทำการรัฐประหารตัวเอง นักศึกษาส่วนใหญ่มีมุมมองว่าจอมพลถนอมพยายามสืบทอดอำนาจตัวเองจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ไฟฟอนเปลวเล็กๆ ที่เกิดจากการขยายตัวของทุจริตคอร์รัปชัน สร้างความไม่พอใจอย่างมากแก่ประชาชน





นักศึกษารวมตัวและเดินเผชิญหน้ากับฝ่ายทหาร





จอมพลถนอม กิตติขจร





การใช้กำลังทหารปราบปรามผู้เข้าร่วมชุมนุม



วันที่ 6 ตุลาคม 2516 มีคณะบุคคลร่วมลงชื่อกว่า 100 คน จากหลากหลายอาชีพ หลายวงการ อาทิ นักคิด นักเขียน นักวิชาการ นักการเมือง นักศึกษา โดยเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีนักศึกษาชื่อธีรยุทธ บุญมีเป็นหัวหอกนำเพื่อนนักศึกษาเดินแจกใบปลิว เรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ





นายธีรยุทธ บุญมี ในสมัยเป็นนักศึกษา (ใส่แว่นขอบดำ)



เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงได้บานปลายใหญ่โตขึ้นทุกที จนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 โดยมีแกนนำนักศึกษาได้เข้าพบและเจรจากับรัฐบาล แต่อุปสรรคทางด้านการสื่อสารในสมัยนั้นยังไม่พัฒนาดีพอ จึงเกิดสภาวะ “พูดกันไม่รู้เรื่อง”

รุ่งขึ้น เช้าตรู่วันที่ 14 ตุลาคม 2516 เกิดเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างทหารกับประชาชนอย่างรุนแรง จนลุกลามกลายเป็นจลาจล





ภาพการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย



ทหารใช้ลูกปืนเป็นเครื่องมือในการสลายกำลัง

เหตุการณ์ดำเนินต่อไป จนค่อยสงบลงเมื่อมีประกาศแถลงการณ์ว่า จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจรได้ลี้ภัยออกนอกประเทศแล้ว

ยุคนั้นมีนักศึกษาหนีเข้าไปกบดานในป่าจำนวนมาก และมีวลีติดปากอยู่วลีหนึ่งว่า... “ฟ้าสีทองผ่องอำไพ”

หากกระนั้น เหตุการณ์ต่างๆ ในประเทศไทย ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงด้วยดี ยังคงมีการเดินขบวนเรียกร้องของนักศึกษาและประชาชนทั่วทุกหัวระแหง แม้ต่อมาจะมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่

แต่รัฐบาลดังกล่าวก็ไม่มีความมั่นคง และเสถียรภาพที่แข็งแกร่งพอจะแก้ไขสถานการณ์ได้

เหตุการณ์ความวุ่นวายต่อเนื่องสร้างเหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองของไทยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519





















ภาพของนายประเสริฐ เพชรมุณีในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม



ประเสริฐเป็นคนรุ่นเดียวกับวนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ หรือมด ผู้ซึ่งเคยมีบทบาทสมัยเมื่อเป็นนักศึกษาอย่างมากในการเคลื่อนไหวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทำกิจกรรมเข้าร่วมการเรียกร้องประชาธิปไตย

ในสมัยรัฐบาลของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมชในช่วงปี พ.ศ.2519 มีความพยายามติดต่อเพื่อขอกลับประเทศไทยของจอมพลประภาส จารุเสถียร ในวันที่ 15 สิงหาคม 2519 และการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจรเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2519 หลังจากที่คนทั้งสองได้เดินทางออกนอกประเทศหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม

เมื่อกงล้อของเวลาเคลื่อนคล้อยเข้าสู่วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็เกิดเหตุการณ์นองเลือดรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มที่รัฐบาลให้การสนับสนุนได้เข้าไปล้อมจับกุมและสังหารนักศึกษา ประชาชนที่ถูกกักบริเวณในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตท่าพระจันทร์ในปัจจุบัน ซึ่งขณะนั้นมีการชุมนุมประท้วงขับไล่ให้จอมพลถนอม กิตติขจรออกนอกประเทศ

เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเหตุการณ์ที่ต้องการข่มขวัญ ทำลายล้างนักศึกษาอย่างรุนแรง โดยกลุ่มของตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ตำรวจและกลุ่มนวพลกับกลุ่มกระทิงแดง การปะทุของเหตุการณ์ 6 ตุลา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ เสียชีวิตและพลัดหลงสูญหายเป็นจำนวนมาก





ศพของผู้เสียชีวิตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์





ในปี พ.ศ. 2519 แม้จะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายอย่างยิ่งยวดในสภาพแวดล้อมรอบด้านของประเสริฐ แต่ด้วยความใฝ่รู้ของประเสริฐ เขาจึงได้มีความพยายามสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักศึกษาอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขาเลือกสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยเลือกเพียงอันดับเดียว

ผลปรากฏว่าเขาสามารถสอบผ่านในครั้งนี้

แต่จะด้วยดวงชะตา หรือเคราะห์กรรม หรือปัจจัยใดก็ไม่อาจทราบได้ ปรากฏว่า ประเสริฐได้คิดไตร่ตรอง และตัดสินใจหันหลังจากเมืองกรุง เดินทางเข้าป่าเพื่อลัทธิคอมมูนิสต์ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2519 ณ ฝืนป่านาทวี

ที่นั่น...ประเสริฐใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสงัดของธรรมชาติและป่าเขาลำเนาไพร

สิ่งตอบแทนที่ประเสริฐได้รับจากการปลีกวิเวกในป่าครั้งนั้น คือความสุขสงบของจิตใจที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิต

ความสงบในครั้งนั้นไม่เหมือนกับความสงบที่เคยอ่านผ่านมาจากหนังสือเกี่ยวกับป่าหลายๆ เล่มก่อนหน้า

ในป่าอันแสนสงัด ให้ “อะไร” กับประเสริฐมากไปกว่านั้น





ป่าดงดิบรกชัฏ ที่แวดล้อมไปด้วยความสงบและสงัดเงียบ



นี่เป็นการกลับเข้าป่าครั้งที่ 2...

แล้วเหตุการณ์อันไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...

ประเสริฐ เพชรมุณีได้ตริตรอง รวมทั้งใคร่ครวญนึกถึงเรื่องราวแต่หนหลัง ในช่วงเข้าป่าครั้งที่ 2 แล้วจึงเล่าอย่างเนิบช้าว่า...

“ในคราวนั้น ผมกลับเข้าป่าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเคยมีประสบการณ์เข้าป่ามาแล้วหนึ่งครั้ง ครั้งสองนี้เหมือนหนีตาย ไม่ได้เข้าคนเดียว ไปกับกลุ่มเพื่อนร่วมชะตากรรมเยอะแยะมากมาย มีความจำเป็นประการหนึ่งหลังจากลาดตระเวนเสร็จสรรพแล้ว ผมต้องกลับมาทำธุระในเมือง ต้องแต่งชุดขาว รวมถึงไม่สามารถพกปืนยาวได้ ในป่าผมมีปืนยาวเป็นอาวุธประจำตัว ดังนั้นต้องขอแลกปืนกับเพื่อนที่พกปืนสั้นก่อนออกจากในป่า เมื่อลองเหนี่ยวไก ซ้อมมือ ผลปรากฏว่า ผมทำกระสุนปืนลั่น เฉี่ยวไปที่หลังหัวหน้าหน่วยกองรบที่ผมสังกัดอยู่ แต่...เดชะบุญ เขาไม่ได้รับบาดเจ็บ มีแต่แผลเฉี่ยวและถลอกนิดหน่อย...”

ประเสริฐหยุดเล่าครู่หนึ่ง ใบหน้าและดวงตาของเขาในยามนี้มีแววทุกข์ทนหม่นหมองปะปนจนเห็นได้ชัดเจน...

“ตอนนั้นหน่วยที่ผมสังกัด เริ่มเกิดความระแวง ระคนเคลือบแคลงใจ เข้าหน้ากันไม่ติด...อีกต่อไป”

ชีวิตในป่าของประเสริฐ ไม่มีความสุขนัก เขาดำรงชีพต่อไปอย่างแกนๆ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2522 เขาก็ตัดสินใจละป่ากลับเข้าเมือง---ซึ่งในปีนั้นเองที่ชีวิตของประเสริฐถึงคราวพลิกผันอีกครั้งหนึ่ง...

No comments:

Post a Comment