Powered By Blogger

Monday, August 23, 2010

7.ประตูที่มีทางออก

บทที่ 7 ประตูที่มีทางออก


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



ชีวิตของประเสริฐ นับตั้งแต่วัยเยาว์ วัยรุ่นจนถึงวัยหนุ่ม ดูเต็มไปด้วยความสับสนและพลิกผัน

ช่วงชีวิตสู่จุดต่ำสุดก็เคยมาแล้ว ตอนนั้นกราฟชีวิตของเขาดิ่งลงเหวโดยไม่แน่ใจว่าจะตะเกียกตะกายขึ้นมาได้เมื่อใด

และพอถึงจังหวะชีวิตโชติช่วงชัชวาล กราฟชีวิตก็ทะยานขึ้นสู่ที่สูงจนดูเหมือนกับว่าเส้นกราฟจะทะยานขึ้นไปเรื่อยเป็น Infinity

นั่นคือไม่มีจุดสิ้นสุด



กราฟชีวิตของประเสริฐ เพชรมุณีในจังหวะชีวิตช่วงหนึ่ง



ในวัยหนุ่มช่วงเบญจเพส จากปากคำของประเสริฐเอง เขาเล่าให้ฟังด้วยอารมณ์ “มันส์” กับประสบการณ์ชีวิตในช่วงนั้นว่า...

“ตอนอายุประมาณ 24-25 เพื่อนอันเป็นมหามิตรได้ชวนกันเปิดร้านขายไอศกรีมที่บริเวณขนส่งสายใต้เก่า ซึ่งตอนนี้มีตำแหน่งที่ตั้งอยู่บนถนนจรัญสนิทวงศ์”

ตอนนั้นยังทำสวนยางอยู่ และต้องเรียนหนังสือไปด้วย...





บรรยากาศร้านขายไอศกรีมในยุคนั้น



“ผมจึงทดลองโดยนำเงินที่ได้จากการกรีดสวนยางมาเปิดร้านไอศครีม ลักษณะร้านเหมือนกับร้านไอศครีมโฟร์โมสต์ในสมัยนั้น แต่ร้านของเราถูกกว่า...”

ดูท่าว่าจะไปได้สวย...

แต่ลงท้ายเพื่อนผู้เป็นมหามิตรคนนั้นมาบอกกับเขาว่า...

“พอดีมีธุระยุ่ง” มหามิตรบอก

“แล้วไง” ประเสริฐเริ่มใจสั่น สำเนียงของฝ่ายนั้นเท่าที่ฟัง คงไม่ใช่เรื่องดีแน่

“กูอยากถอนหุ้นร้านไอศครีม”

“จริงดิ...ทำแบบนี้ได้ไงว่ะ กูลงทุนไปแล้ว ร้านก็เตรียมจะเปิดแล้ว” ประเสริฐเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “คว้าง”

“กูขอโทษทีเพื่อน ยังไงกูก็ต้องขอถอนหุ้น กูไม่อยากทำแล้ว”

แล้วมหามิตรผู้นั้นก็จากไป พร้อมกับเงินลงทุนก้อนนั้น

ประเสริฐเป็นทั้งเจ้าของร้านและเด็กเสิร์ฟ

เรียกว่า ทุกหน้าที่ในร้านเขาต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง





สคู๊ฟไอศกรีมหลากลวดลาย หลายสีสรรพ์ และดูละลานตาชวนน้ำลายไหล



แรกๆ ที่ทำยังไม่คล่อง ตักๆ ไปอย่างนั้น ล้นไปบ้าง น้อยไปบ้าง เยอะไปบ้าง แม้แต่บานานา สปริทก็ผิดสูตรไปบ้าง

ขายไปก็แอบจิบเหล้าที่ซ่อนไว้ในตู้ตรงเคาน์เตอร์ย้อมใจไป

เพราะคิดว่าตัวเองยังตักไม่เก่ง เหล้าสามารถช่วยทำให้ใจกล้าได้

พอเหล้าเข้าปากก็มึนนิดๆ แต่ยังไม่ถึงกับเมา

พอมึนก็เริ่มคุยกับลูกค้าอย่างสนุกสนานออกรสออกชาติ

การคุยสนุกถูกคอลูกค้า ทำให้มีลูกค้าประจำเพิ่มมากขึ้นทุกที

ดูเหมือนลูกค้าจะชอบ เพราะประเสริฐเป็นคนคุยสนุก มากกว่าจะเข้ามากินไอศครีมตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้แต่แรก

ประเสริฐเผยว่ารายได้ช่วงนั้นนับว่าดีมาก

เมื่อลองย้อนอดีตในช่วงนั้น เขาเล่าว่า...

“รายได้ตอนนั้น หลังจากหักต้นทุนออกไปแล้ว ผมขายได้ประมาณ 2,400 บาทต่ออาทิตย์

“ยังจำตัวเลขได้หรือครับ” ผู้สัมภาษณ์ซัก

“จำได้ เพราะเป็นรายได้ที่ผมจำฝังใจ”

“ร้านไอศครีมของพี่มีอะไรเป็นจุดเด่นและจุดขายบ้าง”

“ก้อไอศครีมที่แสนอร่อยถูกปากลูกค้า และลูกค้าติดอาจเพราะผมคุยสนุก”

“พี่เป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ที่ดี”

“ช่าย---ผมคิดว่าอย่างนั้นนะ”

“ตอนนั้นพี่จิบเหล้าอะไร”

“รีเจนซี”

“ทำไมรีเจนซี”

“ดื่มแล้วสนุกปากอร่อยลิ้น และกรึ๋มดี” เขาอมยิ้ม

ต่อมา...ประเสริฐได้เชิญชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เรียนหนังสือด้วยกันมาช่วยตักไอศครีมขาย เขาเล่าว่าช่วงนั้น “ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า” เขาจึงทำตัวเป็นเถ้าแก่ ทำหน้าที่เก็บเงินเข้ากำปั่นลูกเดียว

พวกเพื่อนทั้งหลายก็ทำให้บรรยากาศในร้านเฮฮา ลูกค้าก็เข้าร้านมากขึ้น...มากขึ้นเรื่อยๆ





บรรยากาศในร้านไอศครีมอีกรูปแบบหนึ่ง



เมื่อกำไรดี...ประเสริฐก็อาศัยประสบการณ์การค้าขายของตัวเอง คิดว่าควรจะมีร้านไอศครีมสาขาสอง

เขาจึงวางแผนงานการลงทุน

พอได้ทำเลแถวสาธุประดิษฐ์ ประเสริฐจึงลงทุนทันที

“ตอนนั้นเราเป็นเถ้าแก่ให้เพื่อนดูแล เราออกเงินลงทุนเองทั้งหมด”

จากสาขาย่อย 2 ที่สาธุประดิษฐ์ ก็เริ่มมีสาขา 3, 4 และ 5 ตามมา...

ธุรกิจไอศครีมของประเสริฐเติบโตด้วยดีมาได้ระยะหนึ่ง ก็ไม่อาจหลีกหนีวังวนของชีวิตธุรกิจ ซึ่งย่อมเป็นไปตาม “หลักไตรลักษณ์” ของธรรมชาติ...

นั่นคือ...เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปในที่สุด

สาเหตุที่ร้านไอศครีมต้องปิดตัวเองทุกสาขา เพราะลูกค้าที่เคยมีเริ่มหดหาย ไอศครีมยี่ห้ออื่นเริ่มผุดพราย และตีตลาด เฆี่ยนไอศครีมของประเสริฐให้ซบเซา จนถึงต้องปิดกิจการลงในที่สุด

ประเสริฐเล่าถึงร้านไอศครีมด้วยความเสียดายอยู่ไม่น้อย โดยสังเกตจากท่าทีและอากัปกิริยา

ชีวิตช่วงนั้นเป็นช่วงขาลงของประเสริฐ

เหมือนเขากำลังตกอยู่ในห้องที่มีบานประตูถูกปิดตาย

แต่ตราบใดที่ชีวิตยังไม่สิ้น ยังคงมีลมหายใจอยู่เขาก็จำเป็นต้องหาลู่ทางและดำเนินชีวิตต่อไป

ด้วยอาศัยคติว่า... “สู้ๆ สู้ตาย”

อย่างไรก็ตาม...เขาก็มีสิ่งอื่นมาชดเชยความล้มเหลวของร้านไอศกรีม

ในปี พ.ศ.2524 นั่นเอง เป็นปีที่เขาได้ตกลงใจแต่งงานเป็นครั้งแรก และให้กำเนิดบุตรสาวหนึ่งคน คือน้องลูกปลา



น้องลูกปลาในสภาพยังเป็นทารกแบเบาะ



การสร้างครอบครัวในครั้งนั้นสอนเขาว่า “ทุกปัญหามีทางออก”

ครอบครัวทำให้ประเสริฐใช้ชีวิตแบบประเสริฐมากขึ้น

ระมัดระวังมากขึ้น

หาทางออกอย่างสันโดษ สุขุมคัมภีรภาพมากขึ้น

โดยมีภรรยาและลูกสาวเป็นหลักชัย





ภรรยาและน้องลูกปลาในปัจจุบัน



ประเสริฐเป็นคนช่างคิด เขามักมองหาประตูเข้าและประตูออกสำหรับตนเองเสมอ

คติธรรมจากการเป็นเถ้าแก่ร้านไอศครีมในครั้งนั้นคือ “ยุทธศาสตร์ในการขายปลีกนั้น---ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเจ้าของร้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด” แม้ตัวเองกินเหล้าย้อมใจ แต่ถ้าเจ้าของร้านคุยสนุก สร้างความคุ้นเคยให้บังเกิดแก่ลูกค้า ธุรกิจต่างๆ ย่อมดำเนินไปได้ด้วยดี

ประเสริฐเก็บความเสียใจและความผูกพันกับร้านไอศกรีมไว้ในใจของตนเองอย่างเงียบๆ เพียงลำพัง

การทำธุรกิจอะไรก็ตาม จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยเสริมมากมายหลายด้าน ธุรกิจนั้นจึงประสบความสำเร็จ

ถ้าไม่ฉลาดในการลงทุนอย่างรอบคอบ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปิดประตูซึ่งหวังว่าจะมีทางออก แต่ต้องตกใจเมื่อพบว่ายังมีประตูอีกบานหนึ่ง รออยู่หลังประตูก่อนหน้านั้น

ประเสริฐในยุคสร้างครอบครัวพยายามมองหาลู่ทางทำธุรกิจใหม่

เขาใช้วิธี “ตะลุย” และ “ขายสมอง” ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่อาศัยดวงชะตาหรือโชคลาภวาสนาเข้าหนุนส่งแต่เพียงอย่างเดียว...





ตัวอย่างเสื้อยืดสกรีนลายที่ประเสริฐทำขาย



ในที่สุด เมื่อเขาเล็งไปเล็งมาอยู่หลายตลบ เขาก็มองย้อนกลับไปที่ตลาดกิมหยง หาดใหญ่ ซึ่งเป็นบ่อทองบ่อใหญ่ที่ใครต่อใครมีสิทธิก้าวลงบ่อทองนั้น และลงมือตักทองได้ไม่รู้จบ

จากการสังเกตของเขา พบว่าชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มาถึงหาดใหญ่ นอกจากซื้อของตามต้องการแล้ว ก็น่าจะซื้อของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง

ของที่ระลึกที่ประเสริฐคิดคือ เสื้อยืดแบบ T-shirt ที่ลงลวดลาย ซึ่งงดงามแปลกตาด้วยวิธีการทำสกรีน พร้อมกับมีข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่างๆ กำกับด้วย...

ตอนแรกของการลงทุน มีทีท่าว่าน่าจะดำเนินไปด้วยดี

“เกิดเหตุพลิกผันหรือครับ” ผู้สัมภาษณ์ถาม

“ใช่”

“เพราะอะไร”

“อาจเป็นเพราะเราลงทุนโดยใช้ต้นทุนสูง แต่ขายถูก กะว่าจะขายได้เยอะๆ ก็พอตู๊ๆ กันไปกับต้นทุน แล้วยังอ่อนโฆษณา ประชาสัมพันธ์”

“ไม่เป็นไปตามที่คิด”

“ใช่” ประเสริฐครุ่นคิดย้อนไปในอดีตอันน่าใจหายในช่วงนั้น

“ตอนแรกก็ขายดี ออร์เดอร์เยอะมาก”

“แล้ว...”

“ยอดขายก้อเริ่มนิ่ง...” ประเสริฐเล่าต่อ “ขายไม่ได้เอาเลย”

“ท้ายสุด ธุรกิจเสื้อยืดอันเป็นของที่ระลึกสำหรับชาวต่างชาติก็ต้องปิดตัวลงเงียบๆ ไม่สนุกเท่ากับช่วงขายไอศครีม” ประเสริฐทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกเสียดายยิ่ง...

No comments:

Post a Comment