บทที่ 6 ดาวแดงเดือด
โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์
ประเทศไทยในยุคสมัยนั้นคือ ปี พ.ศ.2515-2524 นับว่ามีเหตุการณ์รุนแรงและล่อแหลมมากมาย
ในยุคนั้นคอมมูนิสต์เป็นพระเอก ทั้งชูโรงให้เกิดการเคลื่อนไหวไปทั่วโลก
ถ้าไม่มีระบบเสรีนิยมและประชาธิปไตย พร้อมด้วยระบบทุนนิยมเคลือบไว้ เชื่อแน่ว่า บัดนี้ ระบบการปกตรองส่วนใหญ่ของเกือบทุกประเทศบนโลก จะต้องเป็นคอมมูนิสต์ไปกันหมดแล้ว
ณ เวลาที่เป็นช่วงรอยต่อของความทุกข์ยากลำเค็ญในการดำรงชีพ ได้แผ่กระจายไปทุกหัวระแหง ประเทศที่เป็นหัวหอกของคอมมูนิสต์คือ จีนและรัสเซีย การเป็นคอมมูนิสต์และการหนีเข้าป่าในครั้งกระโน้นเป็นเรื่องธรรมดา พลเรือน นักศึกษาใครต่อใครก็ทำกัน ทุกคนเชิดชูบูชาคอมมูนิสต์ เนื่องเพราะเป็นลัทธิแห่งความเท่าเทียม
คอมมูนิสต์ชูข้อดีของระบบนี้ว่า “ทุกคนมีความเท่าเทียม เสมอภาคเท่ากันหมด”
การเกษตรก็เป็นระบบ “แบ่งปัน”
การกินอยู่หลับนอนก็เป็นระบบ “แบ่งปัน”
ที่ดินที่ใช้ทำกินก็ “แบ่งปัน”
ผิดกับสมัยนี้ที่ระบบนายทุนเฟื่องฟู คือ “ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า”... “มือใครยาวกว่า สาวได้สาวเอา”
คนรวยที่มีทรัพย์ศฤงคารมากมาย จึงบูชาระบบทุนนิยมนี้ยิ่งกว่าพระเจ้า
สัญลักษณ์ของคอมมูนิสต์
จีนและรัสเซีย รวมทั้งประเทศคอมมูนิสต์ต่างๆ ที่แวดล้อมไทย ทุกพื้นที่ ครอบคลุมด้วยสีแดงเดือดอันเป็นสัญลักษณ์ของคอมมูนิสต์ อีกนิดเดียวไทยก็จะเป็นคอมมูนิสต์อยู่แล้ว เรารอดได้ด้วยปาฏิหาริย์ของพระสยามเทวาธิราชที่ปกปักษ์รักษาไทยให้คงความเป็นไทยเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน
ในช่วงคอมมูนิสต์ และการนิยมเข้าป่า จีนเป็นประเทศแห่งดินแดนม่านไม้ไผ่ ขณะที่รัสเซียเป็นประเทศแห่งม่านเหล็ก สองประเทศร่วมมือกันและขยายแสนยานุภาพเข้าสู่ประเทศต่างๆ
รัสเซียเป็นหัวหอกเผยแพร่คอมมิวนิสต์สู่ฝั่งยุโรป
ขณะที่จีนเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์นี้สู่ฝั่งเอเชีย รวมถึงเวียดนามด้วย
ทุกประเทศในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกทั้งหมดถูกกลืนด้วยสีแดงของประเทศจีน ซึ่งเป็นไปตามทฤษฏีโดมิโนที่จีนได้วางแผนไว้
ยกเว้นไทยเพียงเจ้าเดียวที่ยังคงยืนหยัดได้ในรูปแบบการปกครองแบบเสรีนิยม ประชาธิปไตย แต่ยังคงมีกลิ่นอายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชผนึกติดอยู่นิดๆ ถ้าตอนนั้นไทยเป็นคอมมูนิสต์ ลัทธินี้ก็จะลามสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปาปัว นิวกินีทันที
สภาพการดำรงชีวิตของคนไทยในยุคนั้น
ความยากลำบาก และสภาวะข้าวยากหมากแพงในยุคนั้นเกิดขึ้นเพราะการเกิดสงครามในทุกส่วนของโลก ผนวกกับการปลูกฝังความเท่าเทียมของลัทธิคอมมูน ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ต้องประสบกับความแร้นแค้นยากลำบากมากยิ่งขึ้น
ประเสริฐ เพชรมุณีเองก็ไม่อาจหลีกหนีจากชะตากรรมในช่วงนั้นพ้น
เขาใช้ชีวิตในป่ายาวยานถึง 3 ปีเต็ม (พ.ศ.2519 - พ.ศ.2522)
ขณะนั้นโลกก็ยังคงหมุนไปอยู่ตามธรรมชาติของมัน
ในปี พ.ศ.2522 ประเสริฐกลับออกมาจากป่า
เขาพบว่าสภาพแวดล้อมทั้งหมดเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว ไม่มีอะไรเป็นอย่างที่เขาคิด
เพื่อนแต่ละคนเริ่มมีหน้าที่การงานในฐานะลูกจ้างที่ดี
เมื่อเขากลับเข้าสู่การเรียนในระบบมหาวิทยาลัย เขาพบว่าเพื่อนบางคนมีอาชีพเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ที่สำคัญเพื่อนคนนั้นมีโอกาสได้สอนเขาด้วย
สภาพห้องเรียนในยุค พ.ศ. 2522 - 2527
เขาแทบจะเป็นนักเรียนโข่งที่สุดในห้องเรียน
ประเสริฐจึงบอกกับตัวเองว่า...ถึงเวลาแล้วที่เขาจำเป็นต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว หมดเวลาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับดวงชะตาแล้ว
เขาต่างหากคือ “คนเหนือดวง”
ลัทธิคอมมูนิสต์ “ดาวแดงเดือด” สอนให้คนสู้คนโดยใช้ปืน ลูกกระสุน และความรุนแรงเป็นเครื่องตัดสิน
แต่ลัทธิทุนนิยมปลุกฝังให้สู้โดยการใช้ “สมอง”
ดังนั้น ประเสริฐ เพชรมุณี หลังจากออกจากป่า จึงรู้สึกสับสนในตนเองไม่มากก็น้อย
เขาสารภาพกับเราถึงตอนที่เห็นเพื่อนมาเป็นอาจารย์สอนเขาในตอนนั้นว่า “รู้สึกแย่มาก”... “เมื่อกลับออกมาจากป่าในระยะเวลานั้น ก็จะมีคนของรัฐบาลตามติด คอยประกบดูพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลา”
ครั้งนั้น เขาได้ตัดสินใจว่า ความรู้ในระบบปริญญาบัตรอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถฉุดเขาขึ้นมาจากปลักโคลนตมได้
ประเสริฐจึงตัดสินใจลงทะเบียนเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกครั้งในคณะวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยการเทียบโอนหน่วยกิต
ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ระหว่างที่ประเสริฐศึกษาอยู่ที่รามคำแหง เขาสามารถบริหารเวลาได้ดี จึงมีโอกาสเดินทางกลับบ้านเกิดที่หาดใหญ่เป็นประจำ
เดินทางกลับทีไรก็มีคนฝากซื้อของเป็นประจำ อาทิ เนสกาแฟ ฟิลม์สีโกดัก ฟูจิ ผ้าปูที่นอนแคนนอน เพราะถ้าซื้อที่หาดใหญ่จะได้สินค้าที่มีราคาถูกกว่าที่กรุงเทพ
เมื่อรับฝากซื้อมากๆ เข้า หลายต่อหลายเที่ยว
ประเสริฐจึง “ปิ๊ง” ไอเดีย คิดที่จะซื้อเพื่อนำมาขายแสวงหาผลกำไร
ตัวอย่างสินค้าที่ประเสริฐ นำมาขายในเวลานั้น
ประกายความคิดในช่วงนั้น ทำให้เขาสามารถ “ข้าค้าขายเป็น” อย่างในทุกวันนี้
แต่ทุกคนที่ลงมือทำงานอะไรก็ตาม ย่อมมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นตามมาเสมอ
ประเสริฐเองก็หนีไม่รอดจากชะตากรรมในรูปแบบนี้...
เขาเล่าให้เราฟังว่า... “ทุกครั้งที่เอาของมาขายโดยเดินทางกลับกรุงเทพด้วยรถไฟ จะมีเจ้าหน้าที่การรถไฟและกรมศุลกากรตรวจตราบ่อยและถี่ถ้วน ดังนั้นปริมาณของที่นำมาแต่ละครั้งจะนำมาได้ไม่มาก ถ้าเอามามากจะถูกเก็บภาษี สุดท้ายต้นทุนหาย กำไรหด ขาดทุนเห็นๆ...”
เขาเล่าไปยิ้มไปในแนวคิดใหม่ที่ผุดขึ้นมาในสมอง...
“ผมเลยเริ่มคิด และนำสินค้าแพ็คขาย และจัดส่งให้ลูกค้าทางไปรษณีย์”
อาคารการสื่อสารแห่งประเทศไทยในสมัยนั้น
“การค้าขายแบบนี้ทำให้ประหยัดทั้งค่าเดินทาง และเวลา แต่แล้วออร์เดอร์ก็เพิ่มมากขึ้น จากนั้นการจัดส่งก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเงาตาม...นั่นเองเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์และศุลกากรเกิดความสงสัย...”
“ตอนหลังได้ส่งคนมาตรวจยึดของไปทั้งหมด”
ประเสริฐจึงวางมือจากการค้าขายในลักษณะนี้ไปเลยโดยสิ้นเชิง
ถึงแม้จะล้มเหลว แต่ประสบการณ์ในครั้งนั้นก็สอนให้ ประเสริฐกลายเป็นคนที่สามารถ “ค้าขายเป็น”
ตอนนั้น ถึงแม้ต้องเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย และล้มเหลวแล้วด้วย ประเสริฐก็ยังคงมองหาลู่ทางใหม่ๆ เพื่อทำให้เกิดเม็ดเงินอยู่เนืองๆ
แปลงที่ดินซึ่งเต็มไปด้วยสวนยาง ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา
รุ่งขึ้นในปี พ.ศ.2523 จนถึงช่วงปี 2524 ช่วงนั้นประเสริฐ เพชรมุณีมีอายุประมาณ 24 ปี เจริญวัยใกล้เบญจเพสทุกที เขาได้ขอเงินเตี่ยเพื่อลงทุนกับสวนยาง
นั่นเพราะเขาเกิดแนวคิดว่า... “สวนยางเป็นการลงทุนระยะยาวอย่างหนึ่ง เป็นการลงทุนแบบน้ำซึมบ่อทราย”
ในระยะแรกของการลงทุน สวนยางของทุกเกษตรกร เงินทุนทั้งหมดจะจมไปกับต้นยางและสวนยางนั้น
ถ้าผู้ลงทุนใจไม่แข็งพอ อีกทั้งยังไม่กล้าเสี่ยง การลงทุนกับสวนยางนั้นก็จะล้มเหลว ไม่มีการกลับคืนมาทั้งต้นทุนและผลกำไร
ตอนนั้นประเสริฐทุ่มทุนของพ่อสุดตัว โดยซื้อสวนยางที่อ่าวสัก จังหวัดกระบี่ เป็นสวนยางขนาดกว้างใหญ่ คิดเป็นพื้นที่ราว 420 ไร่ เป็นมูลค่า ณ สมัยนั้นประมาณ 4 แสน 2 หมื่นบาท
ชายหนุ่มจัดจ้างคนงานทำการกรีดยาง ได้ผลกำไรผ่านมือมามากพอสมควร
ครั้งนั้น...เป็นครั้งแรกของคุณประเสริฐ เพชรมุณีในบทบาทของการเป็น “เกษตรกร”

No comments:
Post a Comment