Powered By Blogger

Tuesday, August 24, 2010

8.สายสัมพันธ์

บทที่ 8 สายสัมพันธ์


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



บนโลกเรานี้ ไม่ว่าจะอาศัยทำมาหากินอยู่ในวงการใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เรามีและจำเป็นต้องมี ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใดก็ตาม สิ่งนั้นหมายถึงสายสัมพันธ์ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษคำว่า “Connection”

Connection สามารถทำให้เราใช้เวลาเพียงน้อยนิดในการพูดคุย เจรจาและตกลงกันได้ลงตัว ภายในเวลาอันรวดเร็ว

เรื่องที่ว่ายาก ก็กลายเป็นง่ายได้

เรื่องง่ายก็จะง่ายยิ่งขึ้น

การมีสายสัมพันธ์ เครือข่าย โยงใยที่สลับซับซ้อนจึงเป็นด่านแรกที่สามารถนำพาเราท่องไปสู่ “เป้าหมาย” ได้ในเวลาอันจำกัด

“ถ้าข้อตกลง เงื่อนไขและผลประโยชน์ “Click” กันได้ลงตัว อย่างอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะเป้าหายและความสำเร็จยืนรออยู่เบื้องหน้าแล้ว”





ภาพแผนที่รถๆไฟใต้ดิน ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษเครือข่ายของรถไฟใต้ดิน โยงในสลับซับซ้อนเต็มไปหมดในทุกตำแหน่งแห่งหนที่มีสถานนีรถไฟใต้ดินปรากฏอยู่ เพราะเครือข่ายคมนาคมอันละเอียดนี้ ทำให้ชาวลอนดอนไม่มีปัญหาในเรื่องของการผิด “เวลานัด” ถ้าจะเปรียบแผนที่นี้ นี่ก็คือเครือข่ายของ Connection ที่สอดรับกับการให้บริการแก่ประชาชนนั่นเอง



ชีวิตในวัยหนุ่มของประเสริฐ เขาได้บุกเบิกและสร้างรากฐานของสายสัมพันธ์ไว้อย่างดี---ไม่ว่าเพราะ “เจตนา” หรือโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตามที ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่เมื่อออกจากป่าได้ไม่นานนัก เขาก็ไปประกอบอาชีพครู ในเวลาต่อมา...

ประตูแห่งอาชีพครู เปิดอ้ารอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า การจับพลัดจับผลูในครั้งนี้ เขาพยายามรำลึกถึงความหลัง พร้อมกับเล่าว่า...

“หลังจากธุรกิจร้านไอศรีม และการสกรีนเสื้อยืดจบสิ้นลง ผมได้เข้ารับสมัครเป็นครูสอนภาษาไทยให้กับชาวอเมริกัน ตอนนั้นมีชื่อเรียกว่าตำแหน่ง “อาสาสมัครเพื่อสันติภาพ” ซึ่งสังกัดกับมูลนิธิเคนเนดี...”

“ผมไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้งานนี้หรอก เพราะตอนนั้นเราเองก็ยังเด็กมาก แต่เป็นคนชอบลอง อันไหนว่าท้าทาย ผมจะเข้าไปมีส่วนร่วมและทำจนสำเร็จ”





การแต่งกายของอาสาสมัครสันติภาพในสมัยนั้น



“แรกที่เห็นประกาศของมูลนิธิเคนเนดีว่าต้องการรับสมัครผู้ที่เรียนจบปริญญาโททางด้านภาษา ผมอยากทำงานนี้มาก แต่ปริญญาตรีในห้วงเวลานั้นก็ยังไม่จบ ยังคาราคาซังอยู่ แต่ด้วยความบ้าบิ่น ผมก็เลยบุกเข้าไปสัมภาษณ์ กรอกใบสมัครว่า “ยังไม่จบปริญญาตรี” ที่สำคัญคือพูดภาษาอังกฤษยังไม่คล่อง แต่พอฟังได้รู้เรื่อง...”

“ดังนั้นผู้สัมภาษณ์จึงถามเป็นภาษาอังกฤษ และอนุญาตให้ตอบเป็นภาษาไทยได้ นั่นเพราะความบังเอิญ ที่ฝรั่งคนนั้นมีภรรยาเป็นคนไทย ทำให้เขาสามารถพูดและฟังภาษาไทยได้อย่างชำนิชำนาญ”

ฝรั่งผู้นั้นถามประเสริฐว่า...

“เคยทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยไหม? ถ้าทำเคยผ่านกิจกรรมใดมา?”

“เคยครับ ผมเคยเดินขบวนต่อต้านอเมริกัน ผมเป็นคนรักชาติไทย ไม่อยากให้ชาติไทยโดนกลืนกิน...”

ประเสริฐตอบนิ่งๆ เขาใคร่ครวญอย่างดีแล้วจึงตอบ...

เพราะขณะนั้นกระแส Ugly American กำลังมาแรงมาก สามารถพบการเดินประท้วงอเมริกาได้ทั่วไปบนท้องถนน





กระแส Ugly American



คราวแรก...ประเสริฐคิดว่า...การสัมภาษณ์ครั้งนี้คงจบลงอย่างรวดเร็ว

นั่นเพราะเขาตอบด้วยความมั่นใจ ฉะฉาน ตรงไปตรงมา จริงใจที่สุด

อะไรที่ต้องห้าม และไม่ควรพูด ประเสริฐก็ตอบไปหมด ให้clear cut กันไปเลย

ปรากฏว่าฝรั่งคนนั้นใช้เวลาสัมภาษณ์เขาถึง 40 นาที

มีผู้มารับการสัมภาษณ์รวมทั้งสิ้น 60 คน

ประเสริฐผ่านรอบ 60 คน คนอื่นถูกคัดออก มีผ่านรวมทั้งหมด 16 คน

ต่อมา...ถึงรอบคัดเลือกรอบสุดท้าย โดยรอบนี้มีการทำเวิร์คชอปที่หัวหิน จังหวัดประจวบคิรีขันธ์ มีผู้ผ่านเข้ารอบนี้เพียง 12 คน

คุณประเสริฐนับเป็น 1 ใน 12 คนนั้น

การสัมภาษณ์งานในครั้งนั้น นับเป็นบทเรียนและประสบการณ์ในชีวิตหนึ่งนี้ของประเสริฐ เพชรมุณี





บริกรกำลังบริการโดยการลงทุนแบกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ และหนักเอาการ

ซึ่งเป็นกรณีแบบเดียวกับที่ประเสริฐได้ประสบในช่วงการทำเวิร์คชอป



คุณประเสริฐเล่าถึงชีวิตเวิร์คชอปในช่วงฝึกงานว่า...

“ตอนนั้น...พวกเราต้องทำเพื่อให้ตัวเองเป็นฝ่ายชนะในการแข่งขัน สิ่งที่ทำให้ผมสามารถผ่านรอบเข้ามาได้ทุกรอบ คือการมีหน่วยก้านดียิ่งในการเข้าสังคม อีกทั้งยังร่วมกิจกรรมทุกกิจกรรมได้โดยไม่เกี่ยงงอน บางคนถึงแม้จะเก่งภาษา แต่พอถึงเวลาต้องร่วมทำเวิร์คชอปกลับไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ กิจกรรมหลายอย่างก็สาหัสเอาการ เช่นต้องยกกระเป๋าเดินทางหนักๆ ลงจากรถบัส บางคนเป็นอาจารย์จึงถือตัว และได้แต่ถือตัว อีโก้ว่ากูแน่ จะให้กูมาถือของหนักเหมือนกุลีได้อย่างไร...”

สำหรับประเสริฐแล้วนั่นคือ สิ่งที่เขาคิดตรงกันข้าม...

เขาไม่ถือตัว

ไม่น้อยเนื้อต่ำใจ

กุลีกุจอเข้าช่วยในทุกกิจกรรม

ปรากฏว่า...เขาได้รับคัดเลือกเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยให้กับชาวอเมริกันมาได้ประมาณปีกว่าๆ ถ้าคิดเป็นโปรแกรมในแต่ละระดับที่แตกต่างกันเท่ากับ 3 โปรแกรม ใช้เวลาประนานประมาณ 100 วัน





วิธีการสอนภาษาแบบ the Sirent Way



เขาได้รับการอบรมเพื่อสอนภาษาแบบ the Sirent Way ให้เป็นกิจจะลักษณะ และถูกต้องตรงตามจุดมุ่งหมายทุกประการ

คือต้องสอนสนุกด้วย ถูกต้องด้วย และเป็นที่ถูกใจผู้เรียนด้วย

ในการเรียนการสอนแบบนี้มีแนวคิดที่สำคัญคือ...

ผู้สอนต้องตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า---เพราะเหตุใดเด็กทุกคนจึงสามารถเรียนรู้ทักษะทางด้านภาษาได้เป็น อย่างรวดเร็วกว่าผู้ใหญ่...

จากแนวคิดดังกล่าวนี้เอง ทำให้ผู้สอนต้องยึดเอาผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเสมอ ซึ่งตรงกับแนวคิด Child Center ในปัจจุบัน

การเรียนการสอนแบบนี้จำเป็นต้องยึดผู้เรียนให้เป็นผู้แสดงออกมากที่สุด พูดภาษานั้นออกมามากที่สุด

โดยครูทำหน้าที่คอยดูแล และอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเท่านั้น การฝึกฝนเป็นเรื่องของเด็กนักเรียน ห้ามก้าวก่ายเด็ดขาด

แต่ครูสามารถเสนอแนะ หรือแนะนำได้ ภายหลังจากที่นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ครบตามเวลาที่ตั้งหรือกำหนดไว้แล้ว

the Sirent Way = No Translation





บรรยากาศห้องเรียนแบบ the Sirent Way



คุณประเสริฐได้เฉลยให้เราฟังว่าวิธีการ the Sirent Way มีจุดเริ่มต้นมาจากหลักการสอนภาษาแบบ Nisco Methodology ของอาจารย์คาเทโยะ (Caleb Gattegno) ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นสัญชาติอเมริกัน

เมื่อจบโครงการครูอาสาสมัครดังกล่าว ณ เวลานั้น สวนยางที่เขาลงทุนเพื่อให้เป็นกิจการแบบน้ำซึมบ่อทรายก็เกิดปัญหาในเรื่องของการเก็บเงิน เพราะมีการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง รวมถึงค่าแรงงาน แถมยังมีเรื่องโจรชุกชมและเวียนเข้ามาแทรกอีกต่างหาก

ตอนนั้นเอง...ประเสริฐก็ยังคิดไม่ออกว่าจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร

เขามั่นใจในตัวเองว่าจะไม่หันเข้าป่าไปจับปืนอีก

สติปัญญาต่างหาก คือปัจจัยที่ช่วยให้สามารถหลุดพ้นจากปัญหาได้แท้จริง

ดังนั้น ประเสริฐได้ตัดสินใจเดินทางกลับหาดใหญ่ โดยมีกัลยาณมิตรรออยู่...เขาต้องการเสนอ “จ๊อบ” ใหม่ให้เตี่ย

เตี่ยคือที่พึ่งยามยากของประเสริฐเสมอ

โครงการที่ว่าคือ การสร้างโรงงานผลิตถุงพลาสติก





เครื่องฉีดพลาสติก



ชายหนุ่มไม่มีความรู้ในเรื่องของถุงพลาสติกเลยแม้แต่นิดเดียว

เขา “ปิ๊ง” ไอเดียนี้จากหนังสือโทรศัพท์ Yellow Pages ในสมัยนั้น ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องเปิดจากอินเตอร์เน็ตและท่องเว็บไซต์---หาเอา





ปกเยลโลเพจเจสในสมัยปัจจุบัน



เมื่อลองทำดูสักพักใหญ่ ประมาณ 3 ปี โดยมีโรงงานตั้งอยู่ที่หาดใหญ่

ผลเมื่อคำนวณขาดทุนและกำไรซึ่งหักลบกลบหนี้จากต้นทุนแล้ว พบว่าขาดทุนป่นปี้ เนื่องจากผลกำไรจากกิจการทำกำไรได้น้อย รวมถึงขาดทุนกำไรด้วย โรงงานของประเสริฐไม่สามารถสู้ราคาโรงงานผลิตถุงพลาสติกที่กรุงเทพได้ สาเหตุหลักๆ คือโรงงานพลาสติกที่กรุงเทพ---ใช้พลาสติกเก่ามาหลอมรวมจนได้พลาสติกใหม่ และไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าขนส่งแต่อย่างใด

ขณะที่โรงงานของประเสริฐต้องสั่งซื้อเม็ดพลาสติกใหม่ โดยมีขั้นตอนยุ่งยากและกินต้นทุนสูงมาก

บอกแล้วว่า “เล็กๆ” ไม่ใช่คนอย่างประเสริฐ “ทำ” ทำทั้งทีต้องทำ “ใหญ่ๆ” เมื่อลงทุนสูง ก็หวังจะได้กำไรสูงเป็นเงาตาม...

ดังนั้นประมาณ ต้นปี พ.ศ.2530 ประเสริฐจึงตัดสินใจย้ายโรงงานผลิตถุงพลาสติกแห่งใหม่ในพื้นที่สวนผัก ของเขาที่มีอยู่เดิม

No comments:

Post a Comment