บทที่ 3 คนมี “แวว”
โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์
จะว่าไปแล้ว คุณประเสริฐ เพชรมุณี นับเป็นคนมี “แวว” ตั้งแต่เด็ก
ประสบการณ์ของเขาถูกสั่งสมมาตั้งแต่สมัยอยู่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
ที่นั่นให้อะไรต่อมิอะไรกับเขาเยอะแยะมากมายไปหมด
ต้องขอบคุณพระเจ้าและฟ้าที่ประทานพรให้เขามีโอกาสเกิดและเติบโตที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา
สงขลานับเป็นดินแดนแห่งอารยธรรมเก่าแก่ อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้ง 2 ฝั่งทะเล
ภูมิทัศน์ของสงขลาในอีกมุมมองหนึ่ง
ในอดีต สงขลามีความเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดของภาคใต้ของประเทศไทย
สงขลาเต้นรำได้ราวมีชีวิต
สงขลาเติบโตตามยุคสมัย จนก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางของความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน โดยสืบเนื่องจากความได้เปรียบของด้านศักยภาพที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนา
เมื่อลองคิดถึงความเป็นจริง...
ใช่ว่า...ใครก็ได้บนโลกนี้จะสามารถมีหัวการค้าได้ ราวกับมีลูกคิดรางแก้วอยู่ในสมอง
แต่ นายประเสริฐ เพชรมุณีมี
สงขลาสร้างและบ่มเพราะให้เขาเกิด “แวว” ตั้งแต่อาศัยอยู่กับอากงและอาม่า
ประเสริฐได้เห็นธรรมชาติของการบริหารการพัฒนาของสงขลามาโดยตลอด จะโดยความบังเอิญหรือด้วยแรงหนุนอะไรก็สุดแท้แต่ ภาพอดีตในช่วงนั้นคือ เหตุปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เขาประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจอย่างสูง รวมไปถึงการกำหนดทิศทางเลือก การลงทุนในปัจจุบัน จะโดยตั้งใจหรือเป็นไปเองก็ตามแต่ รู้เพียงว่าสภาพในวัยเด็ก ผลักดันให้ประเสริฐหลังชนฝาและมีทางเลือกเพียงทางเดียวคือ “สู้” ...สู้ สู้...หรืออาจะจะสู้ตายโว้ย...
ภาพอากง ภาพอาม่า
อากงและอาม่าของเขามีความสำคัญให้แววของประเสริฐเริ่มฉายชัดเปล่งประกายแวววาว เรืองรอง ระยิบระยับแปลกตา
เขาคิดเสมอว่า ชีวิตการดิ้นรนต่อสู้ของเขาดุจดั่งนิยาย
...ซึ่งก็น่าจะจริง
เพราะถ้าใครได้อ่านชีวิตของเขาแล้ว จะพบว่ามีความสลับซับซ้อนดุจดัง เวียนวนอยู่ในกระแสคลื่นลมของนวนิยายดีๆ สักเล่มหนึ่งนั่นเอง
จากปากคำของเขาที่เล่าสู่กันฟังถึงตัวเขาเองและอาม่า ตอนหนึ่งเขาเล่าให้ฟังว่า...
“มีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องของอาม่า...ในช่วงแรกที่โล้สำเภามาจากจังหวัดหนึ่งไกลโพ้นออกไป ในประเทศจีน...ตอนที่อาม่ามาจากเมืองจีน อาม่านั่งเรือมาฟรี ไม่ต้องเสียเงิน แต่เวลาเรือมาส่งที่จังหวัดสงขลาแล้ว จะมีพวกเถ้าแก่จัดหาคนงานรออยู่ อาม่าก็ถูกเกณฑ์เข้าสู่ระบบเฮงซวยที่ว่านี้ด้วย...”
พรมแดนจีนที่อยู่ใกล้ประเทศไทยมากที่สุด
“นั่นหมายความว่า อาม่าต้องจ่ายค่าเรือให้พวกทำนาบนหลังคน โดยมีกำหนดว่า อาม่าต้องทำงานชดใช้ให้เขาฟรีหกเดือน ถึงจะปลดหนี้ค่าเรือโดยสารได้”
“แต่อาม่ามาอย่างเปิดเผย ไม่ถึงกับหนีมาหัวซุกหัวซุนเหมือนบางคน ดังนั้นเมื่อทำงานรวบรวมเงินได้ก้อนโตในเวลาต่อมา อาม่าจึงขยับฐานะเป็นเจ้าของสวนยางเสียเอง
“คนที่มาก่อนเป็นนายหน้าเก็บเงินโสหุ้ยพวกนี้จากคนที่มาทีหลัง พวกเถ้าแก่สวนยางหรือธุรกิจอื่นใดที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น พวกโรงงานยางแผ่นรมควัน อาม่าถูกเกณฑ์ไปทำงานในโรงงานดังกล่าวด้วย 6 เดือนเต็ม พอครบเวลาอาม่าก็เป็นอิสระ”
โรงงานแผ่นยางรมควัน ต้นยาง วิธีกรีดยาง
“ในระหว่าง 6 เดือนต้องทำงานฟรี ไม่มีเงินเดือน แต่มีข้าวให้กิน มีที่พักฟรี”
อาม่าไม่ถึงกับเคว้งคว้าง...
อาม่าในตระกูลของประเสริฐ ตรงกับคำในภาษาจีนว่า “อาผ่อ”
อาผ่อต้องผจญภัยเหมือนคนจีนโพ้นทะเลมาไทย คือมากับเรือสินค้าอาศัยนั่งมาใต้ท้องเรือ
ด้วยบุพเพสันนิวาส อาผ่อได้มาพบรักกับอากงที่เมืองไทย
อากงมีสวนยาง เป็นเจ้าของสวนยาง ซึ่งมาตั้งรกรากที่นี่ก่อนจะพบรักกับอาผ่อ
อากงของประเสริฐเป็นทหารเก่า หนีสงครามและกองทัพมาจากเมืองจีน
ในขณะนั้นที่ประเทศจีน ปรากฏว่าเกิดสงครามย่อยและใหญ่มากมายเต็มไปหมด ถึงขนาดบางคราวคนจีนต้องฆ่ากันเองตายเป็นเบือก็มี อากงกับอาม่ารักกันที่เมืองไทยนี้เอง พอสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น อากงก็ตายด้วยโรคลมปัจจุบัน...
“แม่ของผมกับอาอี๊เป็นลูกสาวสองคนที่เกิดกับอากงและอาผ่อ โลกภายนอกสมัยนั้นอันตรายมาก ชุกชุมไปด้วยโจร...โจร...แล้วก็โจร แม้แต่ในสวนยางก็ยังมีโจรซุกซ่อนหลบอยู่” ประเสริฐเล่าด้วยสายตาของหลานผู้เจ็บปวดแทนอาม่า จากคำบอกเล่าของอาม่า ทำให้ภาพเหล่านั้นฉายชัดในความทรงจำของคนๆ หนึ่ง แม้ขณะนั้นตัวเขาเองยังอยู่ที่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้
สภาพของสวนยางที่อยู่ในยุทธภูมิอันล่อแหลม
ประเสริฐพยายามย้อนนึกถึงคำบอกเล่าในอดีตของบรรพบุรุษ ผนวกเข้ากับประสบการณ์ของตนเองว่า...
“ในช่วงนั้น มีการปล้นจี้กันเยอะมาก พอโลกหมุนเข้าสู่สงครามอย่างเต็มรูปแบบ อาผ่อเองก็เริ่มอยู่ไม่สุขในสวนยาง เพราะมีการก่อกวนจากกลุ่มโจรตลอดเวลา...”
“สภาวะอดอยากปากแห้ง ข้าวยากหมากแพง แร้นแค้น แทรกซึมไปทั่วทุกข์หัวระแหง”
“สลับกับเสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระลอก”
“มีการทิ้งบอมบ์รุนแรง สวนยางบางแห่งเสียหายทรุดโทรมจนสุดจะหาทางฟื้นฟูเยียวยา”
“ประกอบกับเหตุการณ์ตอนนั้น อากงเสียชีวิตพอดี อาม่าหรืออาผ่อเองก็ยิ่งลำบากมากขึ้นทบตรีทวีคูณ”
“เมื่อเข้าตาจน อาม่าถึงกับต้องขายสวนยางที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของอาม่าเองและอากงด้วยความรู้สึกเสียดาย”
อนุสาวรีย์วีรไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช
หล่อด้วยทองแดงรมดำ เป็นรูปทหารสองมือจับปืนติดดาบเตรียมแทง ชาวบ้านเรียกว่า "จ่าดำ" หรือ "เจ้าพ่อดำ" สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ของทหารไทยในภาคใต้ที่เสียชีวิตในการปะทะกับทหารญี่ปุ่น ในสงครามมหาเอเซียบูรพา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ประดิษฐานอยู่บนถนนราชดำเนินในค่ายวชิราวุธอันเป็นที่ตั้งกองทัพภาคที่ 4 ปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในบริเวณค่ายวชิราวุธยังมีห้องประชุม บ้านรับรอง สนามกอล์ฟ สนามยิงปืนและร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกด้วย
เหตุการณ์สงครามกลางเมือง ณ ปักษ์ใต้บ้านเรา
“อาม่าถึงกับปล่อยน้ำตา เมื่อต้องขายสวนยางที่ตำบลทุ่งลุง อำเภอคลองแงะ”
“อาม่าเป็นคนต่างด้าว...ไม่รู้ภาษาไทย แต่พอพูดได้บ้าง บวกลบตัวเลขไม่ชำนาญ พอขายสวนยางทิ้งได้เงินมาก้อนหนึ่ง อาม่าก็ได้แต่หอบเงินก้อนใหญ่นั้นไปฝากเถ้าแก่ร้านกาแฟที่ตลาดทุ่งลุง”
“อาม่าเล่าให้ฟังว่า ตอนเอาไปฝากเพราะเชื่อใจกัน เป็นต่างด้าวเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน เป็นคนจากกวางตุ้งเหมือนกัน มาจากถิ่นเดียวกัน น่าจะมีความเห็นอกเห็นใจกัน”
“อาม่าทำไปอย่างนั้นก็เพราะคำว่า “ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน” เพียงคำเดียว
แล้วอาม่าของประเสริฐก็ถึงกับอาการ “ช๊อคซีนีมา” เมื่อถึงคราวบากหน้าไปขอเงินคืนด้วยตัวเอง...
“ลื้อเอาเงินมาฝากอั๊วเมื่อไหร่ อั๊วไม่เห็นรู้เรื่อง”
“ลื้อจะโกงเหรอ” อาม่าทำเสียงเครือ
“อั๊วเปล่าโกง...” นี่คือคำปฏิเสธหน้าด้านๆ ของเถ้าแก่ร้านกาแฟที่อาม่าไว้เนื้อเชื่อใจ เหตุการณ์นี้สร้างความเจ็บแค้นแก่อาม่าของประเสริฐมาจวบจนปัจจุบัน อาม่าของเขาคุ้นเคยกับคำว่า “การไว้เนื้อเชื่อใจ” และ “เล่ห์เหลี่ยม” ในคราวเดียวกัน...

No comments:
Post a Comment