Powered By Blogger

Wednesday, August 25, 2010

9.แดดทอประกาย

บทที่ 9 แดดทออรุโณทัยก่อประกายแวววับจับตา


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



คุณประเสริฐเป็นคนมุ่งมั่น ทำอะไรทำจริง ไม่เอะอะโวยวาย เขามักหาหนทางใหม่ๆ ที่คนทั่วไปไม่ทำ คุณประเสริฐจะไม่รีรอ เขามักแทรกตัวเข้าสู่ช่องว่างนั้นทันที

เขาจะหมกมุ่นจริงจังกับการตะกายดาว และผลักดันตัวเองให้ขึ้นไปสู่ฝันอันเป็นเป้าหมายให้ได้

ถ้าไม่สำเร็จ หรือล้มเหลวเขาจะสู้แบบหลังชนฝา เกาะติดจนกว่าจะไปถึงฝันนั้น

ศาสตราวุธที่ดีต้องรังสรรค์จากโลหะที่ดีเยี่ยมเช่นกัน

ถ้าคนเรามัวแต่รอโชคชะตาฟ้าดิน ก็นับว่าเป็นเรื่องยากสักหน่อยที่จะก้าวย่างและนำตัวเองสู่ความสำเร็จได้...





ซ้ายมือเป็นภาพดวงตะวันกำลังโผล่ขึ้นมา ณ ริมขอบฟ้า ยามอรุโณทัย

ขวามือตะวันกำลังตกดิน ช่างเป็นภาพอันงดงามวิจิตรบรรจงของธรรมชาติโดยแท้

แดดทออรุโณทัยจนก่อให้เกิดประกายแวววับจับตา



คุณประเสริฐคาดหวังกับโรงงานทำถุงพลาสติกมาก แต่วี่แววและลางร้ายทำให้เขาเปลี่ยนจากความจริงจังในการทำงาน กลายเป็นความเครียดแทน

“คติของผมเวลาทำงาน คือ ทำทั้งทีต้องทำจริงจัง แต่ไม่เคร่งเครียด”

แต่สำหรับโรงงานทำถุงพลาสติก ทำให้เขาเกิดความเครียดอย่างต่อเนื่อง

เพราะทำได้ไม่นาน ก็เกิดอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ ส่งผลต่อกิจการโรงงานผลิตถุงพลาสติกของเขาโดยสิ้นเชิง

อุทกภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2531 ถือเป็นภัยพิบัติอันยิ่งใหญ่ และก่อให้เกิดความเสียหายกับเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน…

อุทกภัยครั้งนั้นทำให้บ้านเรือนเสียหายไปกว่า 1,500 หลัง

ที่สำคัญ โรงงานของประเสริฐซึ่งเพิ่งย้ายเสร็จเกิดความเสียหายใหญ่หลวงจนไม่สามารถทำอะไรได้---ต่อไป...





ประมวลภาพเหตุการณ์น้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ ในปี พ.ศ. 2531



เขาท้อใจ...

แต่ก็ยอมรับชะตากรรมอันเกิดจากภัยพิบัติธรรมชาติโดยดุษณี

เขายังคงไม่ยอมจำนนง่ายๆ

โดยการพยายามล้างอุปกรณ์ เครื่องมือแปรสภาพพลาสติก รวมถึงซ่อมทำความสะอาดเครื่องมือในการแปรรูปผลติถุงพลาสติก นานราว 6 เดือน...

แต่...ก็ไม่กระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย

โรงงานผลิตถุงพลาสติก จึงจำต้องพักงานทั้งหมดชั่วคราว





ขั้นตอนคร่าวๆ และภาพเครื่องมือในการผลิตถุงพลาสติก



นอกจากล้มเหลวในการประกอบธุรกิจผลิตถุงพลาสติกแล้ว

เคราะห์หามยามร้าย ต่อมา---ชีวิตครอบครัวก็ดูไม่ราบรื่นนัก

แต่ก็ยังดี ที่เขามีบุตรสาวเป็นกำลังใจ

ในห้วงเวลาที่เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ คุณประเสริฐเคยหมดอาลัยตายอยาก ไม่อยากคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ หมดเรี่ยวแรง ได้แต่นอนซมและเฝ้าภาวนาให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างรวดเร็วตามลำดับ

“มนุษย์เราไม่อาจฝืนธรรมชาติ

และการเอาชนะธรรมชาติจึงนับว่าเป็นเรื่องยาก

แต่ถ้าสู้ตาย แล้วล่ะก็

สักวันหนึ่ง ธรรมชาติก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”





ธรรมชาติริมทะเลอันงดงามวิจิตรตระการตา

จนไม่อาจจาระไนออกมาเป็นตัวอักษรได้





คุณประเสริฐเริ่มถูกดวงชะตาต้อนเข้าสู่มุม “อับ” ชื้น

เขาเล่าว่า...

“ชีวิตช่วงนั้นลำบากมาก ขนาดจะนอนพักยังไม่มีเสื้อใส่ รันทดสุดๆ ผมใส่แค่กางเกงขาสั้น ซึ่งเหลืออยู่เพียงตัวเดียว ในกระเป๋าสตางค์เงินก็ไม่มี มีแค่บัตรประชาชน พอน้ำท่วมเต็มบ้าน เขาจึงอุ้มลูกสาวขึ้นขี่คออย่างทุลักทุเล มือข้างที่เหลือใช้จูงภรรยาเพื่อหนีตายไปพร้อมกัน”

บ้านของผมตอนนั้นเป็นบ้านชั้นเดียว ไม่มีดาดฟ้าให้ขึ้นไปหลบภัยพิบัติ”

น้องลูกปลาร้องโวยวายเตือนพ่อ...ว่า...

“พ่อขา ก้นหนูเปียกน้ำหมดแล้ว”





อุทกภัยครั้งใหญ่ครั้งนี้ ทำเอาเมืองหาดใหญ่

ต้องตกอยู่ในสภาพแร้นแค้น แสนสาหัส



ด้วยความเหม่อลอย แต่มีเสียงเตือนของนางฟ้าตัวน้อยของเขา

ประเสริฐจึงตื่นจากภวังค์ฝัน และต้องเผชิญหน้ากับความจริงว่า...ตนเองกำลังลุยน้ำท่วมที่ไหลบ่า และท่วมขึ้นมาถึงอกแล้ว

ฟังไปก็จะนึกถึง ภาพในภาพยนตร์ดรามา และแอ็คชันหลายต่อหลายเรื่องที่พระเอกต้องเผชิญผจญชะตากรรมอันแสนสาหัส



ด้วยความตกใจ และสถานการณ์อันโกลาหล เขาจึงผลักภรรยาให้เบี่ยงตัวไปเกาะรั้วบ้านละแวกนั้นไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

เคยบอกแล้วว่า...โลกมันกลม

อะไรต่อมิอะไรก็เกิดขึ้นได้

ปรากฏว่า เจ้าของบ้านจำได้ว่า ประเสริฐเป็นลูกค้าที่เคยไปขอซื้อไก่ชนของเขา เขาจึงช่วยเหลือให้ไปหลบหนีน้ำท่วมด้วยกันที่ชั้นบน บ้านของเขาเป็นบ้านสองชั้น





สภาพบ้านที่เป็นตึกแถวในเวลานั้น



คนดี... “ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้”

พวกเราทุกคนล้วนมีเทพปกปักษ์รักษาเฉพาะ...เป็นคนๆ ไป

ในที่สุด ประเสริฐก็สามารถต่อสู้จนกระทั่งผ่านเหตุการณ์อันเลวร้ายครั้งนั้นมาได้

ความน่าตื่นเต้น มักเดินมาทดสอบ ขันติ” ความอดทนของประเสริฐเป็นประจำ...

เขาเป็น “ทองเนื้อเก้า” อย่างแท้จริง

ตราบชีวิตไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นเพื่อต่ออายุลมหายใจให้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างลุล่วง...

ประเสริฐไม่เคยปล่อยใจปล่อยตัวให้ “ราชรถ” มาเกยถึงที่

เขาชอบแสวงหาโอกาส

อุปสรรคทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น

ประเสริฐลำบากที่สุดในเวลานั้น นั่นคือเขาไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากกางเกงในที่ใส่ติดอยู่เพียงตัวเดียว

ประเสริฐไม่เคยเอ่ยปากขอเงินจากเตี่ยอีกเลย เพราะเขาถือว่าตัวเองโตแล้ว ไม่ควรเบียดเบียนเตี่ยอีก ไม่ว่าจะเป็นเงินเล็กน้อย หรือเงินก้อนโตก็ตาม

ชายหนุ่มเป็นคนรู้คิด เขารู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ...

การขอหยิบขอยืมเงินจากผู้อื่นเป็นเรื่องน่าอาย เพราะคน “ช็อต” เงิน คือคนที่บริหารเงินไม่เป็น และปราศจากระเบียบวินัยทางการเงิน ที่สำคัญคือไม่อดทนและดิ้นรน เพื่อความอยู่รอด

แต่กระนั้น...ทวยเทพเทวดาคงมองเห็นความดีของประเสริฐ หลังจากส่องแว่นขยายมองลงมาจาก “วิมาน” บนนั้นอยู่นานสองนาน…

อาแปะผู้มีศักดิ์เป็นพี่ของเตี่ย เอ่ยปากให้เงินแก่ประเสริฐ เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประเสริฐให้ลดน้อยลง





ภาพแสดงเงินๆ ทองๆ และตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาลต่างๆ



ชีวิตในช่วงนั้นของประเสริฐตกต่ำจนน่าใจหาย

ตัวเขาเองก็เกิดอาการ “วูบ” และ “เดี้ยง” อยู่ไม่น้อย...

เขากินน้ำก๊อกต่างข้าว

หิวขึ้นมาก็กินกล้วยที่มีอยู่ในสวน

เขาเป็นคน “จนลง”

แต่ภรรยาของประเสริฐทนรับสภาพตกต่ำสุดขีด ทั้งลำเค็ญ แร้นแค้นไม่ไหวจึงขอแยกทางกับเขา พร้อมกับนำน้องลูกปลาไปเลี้ยงเองด้วย





หมอดูกับหมอเดา เป็นของคู่กัน

นี่คือบรรยากาศในบ้านหมอดู ที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วฟ้าเมืองไทย



ประเสริฐพยายามนึกย้อนสู่ภาพอดีต...ก่อนแต่งงานกับภรรยาคนแรก

อาอี๊ของเขาอยากรู้ว่าดวงของเขากับแฟนจะสมพงษ์กันหรือไม่ จึงรับอาสาเอาวัน เดือน ปีเกิด พร้อมด้วยเวลาตกฟากไปผูกดวงให้

“ดวงเขาไม่สมพงษ์กันนะ” หมอดูพูดเนิบนาบ

“ทำไมละคะท่าน”

“ดวงเขาสองคนชงกัน ไม่เสริมบารมีซึ่งกันและกัน”

“ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้เลยหรือคะ”

“ไม่มีทาง ชะตากรรมได้ถูกกำหนดมาเช่นนี้แล้ว”

“แล้วถ้าเขาฝืนแต่งงานล่ะคะ”

“แต่งไป ไม่ตายก็เหลือแต่ตัว”

“เขาไม่ใช่เนื้อคู่กันใช่ไหมคะ”

“อืมม์” หมอดูว่าพลางเกาคางอย่างใช้ความคิด “ไม่ใช่หรอกจ๊ะ ว่าแต่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ”

“ทำบุญเสริมบารมีก็ไม่ได้หรือคะ”

หมอดูส่ายหน้าพลางว่า... “ทำบุญมาเยอะแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็เหลือแต่ตัว---ชีวิตของเขาจะรุ่งโรจน์กว่านี้ ถ้าถึงคราที่แดดทออรุโณทัย ก่อเกิดประกายแวววับจับตา...”

No comments:

Post a Comment