Powered By Blogger

Thursday, August 19, 2010

2.ตามรอยผีเสื้องาม

บทที่ 2 ตามรอยผีเสื้องาม


โดย วีรวัฒน์ กนกนุเคราะห์



วัยเยาว์ของเด็กชายประเสริฐส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา หรือที่เรามักเรียกกันสั้นๆว่า เมืองหาดใหญ่





ภาพอดีตของเมืองหาดใหญ่ (ปี พ.ศ. 2469)



สภาพแวดล้อมของเมืองหาดใหญ่ นับว่าเป็นเบ้าหลอมอันดี สำหรับเด็กชายประเสริฐ คือบ่มเพาะความกล้าหาญ กล้าเสี่ยงให้กับเขาตั้งแต่เมื่อวัยเยาว์จน เริ่มผลิบานและเติบใหญ่เช่นในปัจจุบัน

เมืองหาดใหญ่มีชื่อมาจากหาดทรายขาวที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง ณ ริมคลองอู่ตะเภา บางตำนานก็เล่าว่ามาจากชื่อต้นมะขามใหญ่ต้นหนึ่ง หาดใหญ่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 28 กิโลเมตร เป็นประตูหน้าด่านที่เปิดสู่มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งของไทยเช่นเดียวกับเวียดนาม

ดังนั้น การที่เด็กชายประเสริฐมีชีวิตอยู่กับอาม่าที่หาดใหญ่ นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้คลุกคลีตีโมงกับการค้าขาย จนหล่อหลอมให้เขามีหัวทางการค้า มองเห็นลู่ทางการลงทุนนับจากนั้น





อีกมุมมองหนึ่งของหาดใหญ่



หาดใหญ่เป็นสถานบ่มเพาะแนวคิดสำคัญๆ ของเด็กชายประเสริฐ นั่นเพราะหาดใหญ่มีที่ตั้งอยู่ห่างจากด่านสะเดาเพียง 60 กิโลเมตร

เด็กชายประเสริฐได้เห็นภาพการลงทุนซื้อขายในช่วงอายุเยาว์ยังไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ การทำธุรกิจเริ่มถูกผ่องถ่ายเข้าสู่สมองและจิตใจของเด็กชายประเสริฐในช่วงนั้น

หาดใหญ่ในสมัยนั้น ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านธุรกิจการค้า การขนส่ง การสื่อสาร การคมนาคม การท่องเที่ยว ภาพของหาดใหญ่เป็นภาพชาชินในสมองของเด็กชายประเสริฐ ภาพเหล่านั้นถูกประทับตรึงติดมาจวบจนปัจจุบัน





อดีตของด่านสะเดา



เราถือได้ว่า หาดใหญ่นับเป็นสวรรค์ของนักซื้อที่สามารถหาซื้อของต่างๆ ได้ในราคาถูก เช่น ตลาดกิมหยงเป็นศูนย์กลางการค้าของกิน ผลไม้สด และสินค้าพื้นเมืองของจีน ในราคาย่อมเยา ต่อรองราคากันได้

นอกจากนี้ หาดใหญ่ยังมีตลาดนัดสันติสุข ซึ่งจำหน่ายเครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกกว่าปกติอีกด้วย





ตลาดกิมหยง



หาดใหญ่เป็นสวรรค์ของนักชิม เนื่องจากมีร้านอาหารอร่อยมากมาย รวมทั้งมีร้านขายรังนกจำหน่ายหลายร้าน เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองรับประทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสีสรรพ์และวิมานให้กับเด็กชายประเสริฐได้ไม่น้อย

การเปิดโลกทัศน์ของเด็กชายประเสริฐเริ่มต้นเป็นระบบระเบียบอย่างจริงจัง เมื่อเลื่อนชั้นเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ณ โรงเรียนแสงทองวิทยาลัย ประมาณปี พ.ศ.2514






สัญลักษณ์โรงเรียนแสงทองวิทยาลัย



รุ่งขึ้นในปี พ.ศ.2515 นายประเสริฐมีโอกาสสอบและผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับเตรียมอุดม ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในจังหวัดกรุงเทพ





โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา



นายประเสริฐ เพชรมุณีจำภาพเหตุการณ์ในช่วงปี พ.ศ.2515 ได้เป็นอย่างดี ตอน ม.ศ.4 นั้นนับว่าเขาเป็นนักเรียนรุ่นแรกในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร โดยสถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. ได้มีการปรับหลักสูตรให้นักเรียน ม.ศ.4 ได้เริ่มต้นเรียนวิทยาศาสตร์แผนใหม่ คือให้เรียนรู้จากการทดลอง และการปฏิบัติจริง





สสวท.ในปัจจุบัน ที่ท้องฟ้าจำลอง เอกมัย กรุงเทพ



ชีวิตของนายประเสริฐ เพชรมุณีในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาได้พลิกผันเมื่อมีการเลื่อนชั้นไปสู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 5 (ม.ศ.5) ซึ่งในปีนั้นเองได้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา (14 ตุลาคม พ.ศ.2516) ซึ่งจะขอเล่ารายละเอียดในบทหลังๆ ต่อไป





เหตุการณ์ 14 ตุลา



เมื่อลองย้อนและลำดับเหตุการณ์ในช่วงต้นของการทำกิจกรรมช่วงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ชีวิตของนายประเสริฐ คือเป็นช่วงตามรอยผีเสื้องาม นั่นเพราะว่าเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มอนุรักษ์ประจำโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา





ลานโล่งในโรงเรียนเตรียมฯ เดิมเป็นสนามหญ้าโล่งๆ



กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติที่ว่า ได้ถูกก่อตั้งอย่างไม่ค่อยเป็นทางการนัก โดยเริ่มต้นกับเพื่อนในกลุ่มที่สนิทกันเพียง 3 คนเท่านั้น ทุกอย่างทำไปตามประสาวัยรุ่น อาทิ การปลูกพืชสวนครัว หรือพืชสมุนไพรในสวนหลังโรงเรียน รวมไปถึงการริเริ่มติดป้ายประกาศ “กรุณาอย่าเดินย่ำสวน” เพื่อไม่ให้หญ้าที่เจริญเป็นระเบียบเรียบร้อยถูกทำลาย

ต่อมาเมื่อมีการประชาสัมพันธ์โครงงาน “ตามรอยผีเสื้องาม” สมาชิกในกลุ่มก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

นายประเสริฐเริ่มคิดการใหญ่ เหิมเกริมกว่าเดิม โดยการนำแนวคิดอนุรักษ์ธรรมขาติเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อให้แนวคิดกระจายเป็นวงกว้างขึ้น





ภาพศาลาปิ่นหทัยในโรงเรียนเตรียมฯ สมัยก่อนและปัจจุบัน



กิจกรรมเหล่านี้นี่เอง คือการจุดประกายเพลิงคิดของนายประเสริฐ และผลักดันให้เขาได้รู้จักกับเพื่อนต่างสถาบันมากขึ้น

ความเป็นคนเงียบขรึม ขี้อายอางขนางเริ่มถูกกระเทาะไป เพราะนายประเสริฐเริ่มผันตัวเองให้มีส่วนร่วมบนเวทีประท้วงในหัวข้ออภิปรายปราศรัยต่างๆ แตกต่างกันไปต่างกรรมต่างวาระ

รวมทั้งยังได้รู้จักเพื่อนรุ่นพี่ที่เรียนในระดับอุดมศึกษาแล้วอีกมากมาย อาทิ เพื่อนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น





เขื่อนสิริกิติ์



หัวข้อการปราศรัยในสมัยนั้นเป็นหัวข้อที่สมัยนี้ก็ยังมีการอภิปรายปราศรัยอยู่เช่น การพิทักษ์ผืนป่า แหล่งน้ำลำธาร จำเป็นต้องประท้วงการสร้างเขื่อน เพราะเป็นการทำลายระบบนิเวศน์ที่ดำเนินเป็นลูกโซ่ให้เกิดความขาดตอน ไม่ต่อเนื่องโดยสิ้นเชิง

นอกจากนั้นแล้ว นายประเสริฐยังมีแนวคิดริเริ่มในการหาเงินเข้าชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นรายได้ในการทำกิจกรรมรูปแบบอื่นๆ รวมไปถึงการหาเงินเพื่อมาอุดหนุนกิจกรรมการประท้วงของเขาด้วย

เขาเป็นตัวตั้งตัวตีของชมรมเป็นเหรัญญิกของชมรม ดูแลและบริหารการเงินของชมรมอีกด้วย

นายประเสริฐเล่าด้วยดวงตาที่เป็นประกายว่า การทำกิจกรรมเหล่านั้นในช่วงเป็นนักเรียนทำให้เขาเป็นคนบริหารจัดการเรื่องการเงินของตัวเองได้ดีในเวลาต่อมา...





การแต่งกายแบบ 5ย. ในยุคสมัยนั้น



ล่วงเข้าปี พ.ศ.2518 นายประเสริฐ เพชรมุณีได้สมัครสอบเอ็นทรานซ์เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มทั่วไป เขาเลือกทั้งหมด 6 คณะ ปรากฏว่าสอบข้อเขียนติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย แต่ก็เกิดปัญหา เพราะความเป็นคนหัวแข็งของเขาเอง ในวันสอบสัมภาษณ์แทนที่จะแต่งชุดนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตามที่ได้แจ้งไว้ในระเบียนผลการเรียนและประวัติทางการศึกษา ปรากฏว่า นายประเสริฐ ใส่ชุดแบบ 5ย. ตามเทรนด์ของบรรดาเหล่านักศึกษาหัวอนุรักษ์นิยมในสมัยนั้น

5ย. ได้แก่ สวมเสื้อยืด กางเกงยีนส์ สะพายย่าม ไว้ผมยาว และรองเท้ายาง

ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเท่เอามากๆ แต่เป็นการแต่งกายที่ขัดกับระบบศักดินาสามิภักดิ์ในตอนนั้นอย่างรุนแรง

อาจารย์ที่สัมภาษณ์นายประเสริฐ เป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและรู้จักกันเป็นการส่วนตัว เมื่อเห็นหน้าจึงถามว่าพระเกี้ยวหายไปไหน ทำไมไม่ติด ที่สำคัญคือ ทำไมแต่งตัวแบบนี้ ทำไมไม่สวมชุดนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ติดเข็มกลัด “พระเกี้ยว” ซึ่งมีทั้งเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ และความภาคภูมิใจในสถาบัน

นายประเสริฐ ถึงกับอึ้ง และอึกอักกับคำถามของรุ่นพี่ผู้นั้น





พระเกี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



ผลปรากฏว่า นายประเสริฐ เพชรมุณีสอบสัมภาษณ์ “ตก” ในปีนั้นนั่นเอง...

No comments:

Post a Comment